
ในสภาพแวดล้อมของโรงงานที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งเสียงดัง ฝุ่นละออง ความร้อน และสารเคมีต่าง ๆ อุปกรณ์ PPE (Personal Protective Equipment) กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องพนักงานในทุกวัน แม้มาตรการป้องกันทางวิศวกรรมและระบบความปลอดภัยจะมีประสิทธิภาพเพียงใด แต่หากขาดการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอย่างถูกวิธี อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การเข้าใจว่าอุปกรณ์ PPE คืออะไร และควรเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสมกับลักษณะงาน นอกจากจะเป็นการยกระดับด้านความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยลดความเสียหายในสถานประกอบการที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุอีกด้วย
รู้จักอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือ PPE คืออะไร ?
อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือ “PPE” (Personal Protective Equipment) คืออุปกรณ์ที่ใช้สวมใส่เพื่อป้องกันการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เช่น สารเคมี กระแสไฟฟ้า รังสี เครื่องกล หรือปัจจัยอันตรายอื่น ๆ ที่อาจกระทบต่อร่างกายโดยตรง
“อุปกรณ์ PPE” ที่ดีควรผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย ผลิตจากวัสดุคุณภาพ แข็งแรง และเหมาะสมกับลักษณะงาน นอกจากนี้ ชุด PPE ยังควรได้รับการดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ และมีขนาดที่พอดีกับผู้สวมใส่ ไม่หลวมหรือรัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้สามารถปกป้องร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ?
การสวมใส่อุปกรณ์ PPE ถือเป็นสิ่งจำเป็นในงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น งานก่อสร้าง งานในโรงงานอุตสาหกรรม หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก เพราะสามารถช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ทั้งยังช่วยป้องกันอันตรายขณะปฏิบัติงาน
1. ป้องกันการบาดเจ็บและอันตรายต่อสุขภาพ
ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระแทก การตกหล่น หรือการสัมผัสสารเคมีและรังสี ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรืออันตรายต่อชีวิตได้
2. ลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังจากการทำงาน
ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่ต้องสัมผัสสารเคมี น้ำมัน รังสี หรือสารระเหยต่าง ๆ เป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคจากการทำงานในระยะยาว การสวมใส่ชุด PPE ที่เหมาะสมจึงช่วยลดการสัมผัสสารอันตรายและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. เสริมประสิทธิภาพและความมั่นใจในการทำงาน
เมื่อผู้ปฏิบัติงานสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลครบถ้วน จะรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้สามารถทำงานได้อย่างมีสมาธิ อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในระหว่างปฏิบัติงานได้อีกด้วย

8 อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล PPE มาตรฐานที่ควรมี
อุปกรณ์ PPE ที่ได้มาตรฐานแบ่งออกเป็น 8 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนี้
1. หมวกนิรภัยป้องกันศีรษะ (Head Protection)
ใช้ป้องกันศีรษะจากของแข็งที่อาจตกหล่น หรือแรงกระแทก เหมาะสำหรับไซต์ก่อสร้างหรือโรงงานที่มีการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ เช่น พื้นที่ที่มีการทำงานกับรถเครน
2. แว่นหรืออุปกรณ์ป้องกันดวงตาและใบหน้า (Eye and Face Protection)
ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและเสียหายได้ง่าย การป้องกันด้วยแว่นตานิรภัยหรืออุปกรณ์ครอบหน้าเป็นสิ่งจำเป็นในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น งานเจียรโลหะ งานเชื่อม หรืองานที่มีการใช้สารเคมี
ประเภทของแว่นตา PPE ที่ควรรู้ ได้แก่
- แว่นตานิรภัยทั่วไป : เหมาะสำหรับการป้องกันฝุ่นหรือของแข็งขนาดเล็ก ไม่ควรใช้กับสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน
- แว่นตากันสารเคมี : ออกแบบให้แนบสนิทกับใบหน้า ป้องกันของเหลวหรือไอระเหยที่อาจกระเด็นเข้าตา เหมาะกับงานในห้องแลปหรือโรงงานเคมี
- แว่นตากันแสงเลเซอร์ : มีเลนส์ที่ช่วยกรองแสงเลเซอร์ ป้องกันการทำลายจอประสาทตา
- แว่นตากันกระแทก : ใช้ในงานที่มีเศษวัสดุกระเด็น เช่น งานเจียร งานตัดเหล็ก หรืองานขัดโลหะ
3. ที่อุดหูหรือครอบหู (Hearing Protection)
เสียงดังที่เกินมาตรฐานในโรงงานอาจส่งผลต่อระบบการได้ยินในระยะยาว อุปกรณ์ PPE ประเภทนี้จะช่วยลดระดับเสียงที่เข้าสู่หูของพนักงาน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีเสียงเครื่องจักร เช่น โรงงานผลิตเหล็ก โรงงานตัดโลหะ หรือไซต์ก่อสร้างที่มีเสียงของรถเครนและเครื่องจักรหนัก โดยมีทั้งแบบที่อุดหู (Ear Plugs) ที่พกพาง่าย และแบบครอบหู (Ear Muffs) ที่ให้การป้องกันได้ดีกว่าในพื้นที่เสียงดังต่อเนื่อง
4. ถุงมือป้องกันมือ (Hand Protection)
มือคือส่วนที่สัมผัสกับเครื่องมือและสารเคมีมากที่สุด การเลือกใช้ถุงมือให้เหมาะสมกับลักษณะงานจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เช่น
- ถุงมือยาง : ป้องกันสารเคมี กรด ด่าง และของเหลวอันตราย
- ถุงมือหนัง : เหมาะสำหรับงานเชื่อมหรืองานที่ต้องจับวัตถุที่มีความร้อนสูง
- ถุงมือฉนวนไฟฟ้า : ใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับกระแสไฟฟ้า
- ถุงมือกันบาด : เหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงจากของมีคมหรือโลหะ
ถุงมือทุกประเภทควรตรวจสอบก่อนใช้งาน หากพบว่ามีรอยขาดหรือรอยรั่ว ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
5. ชุดอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย (Body Protection)
ชุดอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย หรือที่หลายคนเรียกว่า “ชุด PPE” คือชุดที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันร่างกายจากสารเคมี ความร้อน ฝุ่น หรือสิ่งสกปรกที่อาจเป็นอันตรายต่อผิวหนัง โดยมีหลายประเภทตามลักษณะงาน เช่น
- ชุด Traditional : ชุดแบบทั่วไปสำหรับป้องกันฝุ่นหรือสิ่งสกปรก เหมาะกับงานที่ไม่สัมผัสสารเคมีโดยตรง
- ชุด Flame Resistant (FR Suit) : ชุดกันไฟที่ทำจากวัสดุไม่ติดไฟ เหมาะกับงานเชื่อมหรืองานในอุตสาหกรรมพลังงาน
- ชุด Chemical Protection : ใช้ในโรงงานเคมีหรือห้องทดลอง เพื่อป้องกันสารพิษหรือสารกัดกร่อน
ชุด PPE คืออุปกรณ์ที่ต้องเลือกตามขนาดของผู้สวมใส่ เพื่อให้กระชับและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. อุปกรณ์ป้องกันเท้า (Foot Protection)
รองเท้านิรภัยเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ PPE ที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในโรงงานหรือไซต์งานก่อสร้างที่มีของหนักหรือของมีคม รองเท้านิรภัยควรมีหัวเหล็กหรือวัสดุเสริมที่แข็งแรง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากของตกใส่หรือการเหยียบวัตถุแหลมคม
7. หน้ากากป้องกันระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Protection)
สำหรับงานที่มีฝุ่น สารเคมี หรือไอระเหย อุปกรณ์ PPE ประเภทหน้ากากเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยมีหลายรูปแบบ เช่น
- หน้ากากกรองฝุ่น (Dust Mask) สำหรับพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองจำนวนมาก
- หน้ากากกรองไอสารเคมี (Chemical Respirator) สำหรับงานที่สัมผัสกับสารเคมีระเหย
- หน้ากากกรองอากาศชนิดมีตลับ (Cartridge Respirator) ใช้ในพื้นที่ที่มีสารพิษหรือก๊าซอันตราย
การเลือกหน้ากากควรพิจารณาตามความเข้มข้นของสารอันตรายขณะปฏิบัติงาน และระยะเวลาการทำงาน
8. อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง (Falling Protection Equipment)
ในงานที่ต้องทำบนที่สูง เช่น งานติดตั้งป้าย งานตรวจสอบโครงสร้าง หรือการปฏิบัติงานบนรถเครน ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันการตก เช่น เข็มขัดนิรภัย (Safety Belt) หรือสายรัดตัวกันตก (Full Body Harness) เพื่อป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตจากการตกจากที่สูง โดยควรตรวจสอบอุปกรณ์ทุกครั้งก่อนใช้งาน และห้ามใช้กับโครงสร้างที่ไม่มั่นคง

การเลือกอุปกรณ์ PPEให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท
การเลือกอุปกรณ์ PPE ที่เหมาะสมกับลักษณะงานถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
- งานก่อสร้าง : ควรสวมหมวกนิรภัย รองเท้านิรภัย เข็มขัดกันตก และเสื้อสะท้อนแสง เพื่อป้องกันการกระแทก การลื่นล้ม หรือวัตถุตกจากที่สูง
- งานไฟฟ้า : ใช้ถุงมือและรองเท้ายางฉนวน พร้อมชุดกันไฟ เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วและการไหม้จากประกายไฟ
- งานสารเคมี : ต้องสวมชุดกันสารเคมี หน้ากากกรองไอระเหย และถุงมือยางหนา เพื่อป้องกันการสัมผัสหรือสูดดมสารพิษ
- งานเชื่อมโลหะ : ควรใช้หน้ากากเชื่อม แว่นกันแสง ถุงมือหนัง และผ้ากันสะเก็ดไฟ เพื่อป้องกันสะเก็ดโลหะและรังสีจากการเชื่อม
ข้อผิดพลาดที่มักเจอในการใช้อุปกรณ์ PPE
แม้หลายโรงงานจะมีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลครบถ้วน แต่ความผิดพลาดในการใช้งานยังคงเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ เช่น
- ใช้อุปกรณ์ไม่ตรงกับประเภทงาน
- ไม่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ก่อนใช้งาน
- ไม่ทำความสะอาดหรือเก็บรักษาอย่างถูกวิธี
- ใส่ไม่ครบชุด หรือไม่กระชับกับร่างกาย
- ขาดการอบรมการใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง
การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดอุบัติเหตุ แต่ยังเพิ่มความเชื่อมั่นในมาตรการความปลอดภัยขององค์กรได้อีกด้วย
เสริมความปลอดภัยในทุกขั้นตอนงานก่อสร้างและโรงงาน ด้วยบริการจาก EK CRANE
นอกจากการสวมใส่อุปกรณ์ PPE ที่ถูกต้องแล้ว การเลือกใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ยกเคลื่อนที่ที่ได้มาตรฐานก็มีส่วนสำคัญต่อความปลอดภัย หากคุณกำลังมองหารถเครนให้เช่าหรือบริการรถเครนรับจ้าง สำหรับงานยก เคลื่อนย้าย หรืองานก่อสร้างทุกขนาด EK CRANE ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมให้บริการครบวงจรด้วยรถเครนให้เช่าตั้งแต่ขนาด 10-550 ตัน พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ มั่นใจได้ในความปลอดภัยและความตรงต่อเวลา
ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครนรับจ้าง ได้ที่เว็บไซต์ EK CRANE ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
- โทร. 02-745-9999
- Line: @EKCRANE
- E-mail: [email protected]
FAQs คำถามที่พบบ่อย
Q: PPE คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในโรงงาน ?
A: PPE หรือ Personal Protective Equipment คืออุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายระหว่างทำงาน เช่น หมวกนิรภัย แว่นตา ถุงมือ หรือรองเท้านิรภัย เพื่อปกป้องพนักงานจากอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ปฏิบัติงาน
Q: ชุด PPE คืออะไร ต่างจากอุปกรณ์ PPE ชิ้นอื่นอย่างไร ?
A: ชุด PPE คืออุปกรณ์ป้องกันร่างกายแบบครบชุด ออกแบบมาเพื่อป้องกันการสัมผัสกับสารเคมี สิ่งสกปรก หรืออุณหภูมิสูง เหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น งานเคมี งานเชื่อมโลหะ หรือการทำงานในห้องปลอดเชื้อ ซึ่งต้องการการปกป้องทั่วทั้งร่างกาย
Q: โรงงานควรมีอุปกรณ์ PPEพื้นฐานอะไรบ้าง ?
A: โรงงานทั่วไปควรจัดเตรียมอุปกรณ์ PPE อย่างน้อย 8 ประเภท ได้แก่ หมวกนิรภัย แว่นตานิรภัย ถุงมือ ที่อุดหู หน้ากากกันฝุ่นหรือสารเคมี ชุดป้องกันร่างกาย รองเท้านิรภัย และอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง เพื่อให้ครอบคลุมความปลอดภัยในทุกประเภทของงาน
ข้อมูลอ้างอิง
- วิธีเลือกอุปกรณ์ PPE ให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 จาก https://safetylike.com/how-to-ppe/















