รู้จัก การยศาสตร์ (ERGONOMIC) เพื่อลดการบาดเจ็บและเสริมประสิทธิภาพการทำงาน

อาการเจ็บป่วยที่คนวัยทำงานเป็นกันมากขึ้นในทุกวันนี้ คือความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก โดยเฉพาะพนักงานในโรงงาน และพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ นอกจากเป็นเพราะท่าทางของเราในระหว่างที่ทำงาน เช่น นั่งทำงานผิดท่า หรือโหมใช้งานร่างกายหนักเกินไปและยังเป็นเพราะการออกแบบสภาพแวดล้อมในการทำงานนั้น ไม่เป็นไปตามหลัก Ergonomics หรือไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของคนเราอีกด้วย นั่นทำให้คำว่า Ergonomics หรือ การยศาสตร์ กลายเป็นสิ่งที่คนพูดถึงมากขึ้น ดังนั้น บทความนี้จึงเชิญชวนให้มาทำความรู้จักกับ Ergonomics หรือ การยศาสตร์ ว่าคืออะไร และจะลดความเสี่ยงในการทำงานได้อย่างไร เพื่อให้คนในองค์กรได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและมีความสุขไปกับการทำงานนั่นเอง

Ergonomics

การยศาสตร์ คือ 

การยศาสตร์ หรือ Ergonomics มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก โดยคำว่า Ergon หมายถึง งาน และคำว่า Nomos หมายถึง กฎตามธรรมชาติ (Natural Laws) เมื่อนำมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า “Laws of Work” หรือที่แปลว่า “ศาสตร์แห่งการทำงาน” โดยเป็นศาสตร์ที่ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างงาน คนทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน จนกลายเป็นการออกแบบวิธีการทำงานที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอันตรายต่อคนทำงานน้อยที่สุด 

โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 

  1. ลดข้อผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน 
  2. เพิ่มความปลอดภัย ลดความเหนื่อยล้าและความเครียด เพิ่มความสะดวกสบาย รวมถึงการเพิ่ม ความพึงพอใจในงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน 

การยศาสตร์ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ 

การยศาสตร์เป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้หลักการทางด้านสรีรวิทยา กายวิภาคศาสตร์และจิตวิทยา เพื่อขจัดสิ่งที่อาจเป็นเหตุที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความไม่สะดวกสบาย ปวดเมื่อย หรือมีสุขภาพอนามัยที่ไม่ดีเนื่องจากการที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ การยศาสตร์จึงสามารถนำไปใช้ในการป้องกันมิให้มีการออกแบบงานที่ไม่เหมาะสมที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน โดยให้มีการนำการยศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบงาน เครื่องมือ หรือหน่วยที่ทำงาน ยกตัวอย่างเช่น เลือกใช้โต๊ะที่ปรับระดับความสูงต่ำได้ เพราะผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนมีความสูงที่แตกต่างกัน และการจัดตำแหน่งของโต๊ะทำงานต้องเหมาะสมกับลักษณะงานของแต่ละฝ่าย เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างสะดวก และเพื่อป้องกันอาการเมื่อยล้าจากการทำงานด้วยท่าทางที่ไม่ถนัด หรือการเลือกเก้าอี้ที่ใช้ในการทำงาน ควรจะเป็นเก้าอี้ที่มีพนักพิง และอาจมีเบาะรองนั่งให้ผู้ปฏิบัติงานตามความเหมาะสมนั่นเอง 

จากข้างต้นองค์ประกอบของการยศาสตร์ สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 3 กลุ่มได้แก่

1. สรีรวิทยา

เป็นการศึกษาขนาดของมนุษย์ โดยมุ่งพิจารณาถึงปัญหาที่อาจเกิดจากขนาดของคน รูปร่างของคน และท่าทางหรืออิริยาบถการทำงานของคน นอกจากนี้ยังสำรวจ ชีวกลศาสตร์ ที่ศึกษาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้แรงในระหว่างการทำงานของคนด้วย

2. กายวิภาคศาสตร์

เป็นการศึกษาและพิจารณาถึงการใช้พลังงานในขณะทำงาน ถ้าหากงานนั้นเป็นงานหนัก พลังงานที่ต้องใช้ไปก็ต้องมากซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เป็นต้น รวมไปถึงการศึกษาสรีรวิทยาสิ่งแวดล้อม มุ่งพิจารณาถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เช่น ความร้อน แสง เสียง ความสั่นสะเทือน เป็นต้น

3. จิตวิทยา

ในกลุ่มนี้จะกล่าวถึงความชำนาญที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในลักษณะงานของบุคคล ว่าควรจะทำงานอะไร และทำอย่างไร ตลอดจนการตัดสินใจในการทำงานนั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ซึ่งนอกจากจะเกิดความเสียหายต่อการผลิตแล้วนั้น อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

ท่านั่งที่ถูกต้อง

ประโยชน์ของการนำการยศาสตร์มาใช้ในที่ทำงาน

  1. ลดต้นทุน

ค่าใช้จ่ายทางการรักษาพยาบาล ค่าชดเชย ค่าแรง เป็นต้น

  1. เพิ่มผลผลิต

เมื่อมีการปรับปรุงในสายการผลิต  ผู้ปฏิบัติงานมีท่าทางที่ดี ออกแรงหรือเคลื่อนไหวน้อย ปรับความสูงและระยะเอื้อมได้ดีขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานให้เพิ่มมากขึ้น

  1. ปรับปรุงคุณภาพ

หากผู้ปฏิบัติงานเจ็บป่วย เหนื่อยล้า หรือท้อแท้กับการทำงาน สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ปฏิบัติงานได้ ซึ่งส่งผลให้การทำงานออกมาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

  1. เพิ่มการมีส่วนร่วมของบุคลากร

เมื่อองค์กรใดที่พยายามอย่างเต็มที่ที่จะพัฒนาองค์กรเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานของพวกเขามีสุขภาพและความปลอดภัย พนักงานในบริษัทมีแนวโน้มที่จะให้ความร่วมมือและแจ้งให้ทราบหากพวกเขารู้สึกเหนื่อยล้าและไม่สบายตัวระหว่างทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้องค์กรจะสามารถลดอัตราการลาออก ลดการขาดงาน เพิ่มขวัญกำลังใจ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงาน

  1. สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

การนำหลักการยศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในองค์กรแสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพเป็นค่านิยมหลัก การสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานจะนำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมในทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับองค์กรของคุณเป็นอย่างแน่นอน

สรุป

การยศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งหากได้มีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถนำไปสู่การปรับปรุงสภาพการทำงาน โดยให้มีการออกแบบงานที่จะต้องปฏิบัติ กำหนดรายละเอียดของเนื้องาน วิธีการจับถือและการใช้อุปกรณ์การติดตั้งอุปกรณ์ ฯลฯ อย่างเหมาะสม การปฏิบัติตามหลักการยศาสตร์ จะสามารถช่วยป้องกันการบาดเจ็บและการเจ็บป่วยทั้งต่อร่างกายหรือจิตใจ ที่มีสาเหตุจากการไม่ได้นำหลักการยศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในสถานที่ทำงาน และการดำเนินการปรับปรุงทางด้านการยศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนแต่ประการใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน พนักงาน และฝ่ายบริหาร ควรที่จะร่วมมือกันในการดำเนินการค้นหาปัญหา ประเมินปัญหาเพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ถูกต้อง

หากคุณไม่อยากพลาดข่าวสาร และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เรามีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

เลือกเข็มขัดนิรภัยอย่างไรให้ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยสูงสุด ?

safety harness คือ

Key takeaway
เข็มขัดนิรภัยถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน สวมใส่ให้กระชับพอดี และตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูงเหล่านี้ ควบคู่กับการเลือกใช้บริการรถเครนพร้อมคนขับที่เชี่ยวชาญและผ่านการอบรมด้านความปลอดภัย จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งานของคุณ ป้องกันความสูญเสีย และสนับสนุนให้ทุกโครงการก่อสร้างสำเร็จลุล่วงได้อย่างราบรื่นที่สุด

Table of Contents

ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและงานวิศวกรรมขนาดใหญ่ “ความสูง” ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญในทุกวัน สถิติอุบัติเหตุจากการพลัดตกจากที่สูงยังคงเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินในไซต์งาน ดังนั้น การวางรากฐานด้านระบบความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยหนึ่งในอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ที่เปรียบเสมือนปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องผู้ปฏิบัติงานก็คือ “เข็มขัดนิรภัย”

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงความสำคัญ ประเภท และเทคนิคการเลือกใช้งานเข็มขัดนิรภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เข็มขัดนิรภัย (Safety Harness) คืออะไร ?

เข็มขัดนิรภัย หรือ Safety Harness คืออุปกรณ์ป้องกันการพลัดตกจากที่สูงที่ถูกออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อใช้รัดกับร่างกายของผู้ปฏิบัติงานและเชื่อมต่อเข้ากับจุดยึด ที่มั่นคงแข็งแรงผ่านสายช่วยชีวิต 

กลไกการทำงานของเข็มขัดนิรภัยไม่ได้มีไว้เพื่อ “ป้องกันไม่ให้ตกลงมา” เสมอไป แต่หน้าที่หลักของระบบยับยั้งการตกคือ “การลดความเสี่ยงการบาดเจ็บรุนแรง” เมื่อเกิดการพลัดตกขึ้น อุปกรณ์จะทำหน้าที่กระจายแรงกระชากที่เกิดจากการตกไปสู่ส่วนที่แข็งแรงที่สุดของร่างกาย ได้แก่ ต้นขา ก้นกบ เอว หน้าอก และหัวไหล่ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถถูกแขวนลอยอยู่กลางอากาศได้อย่างปลอดภัย ลดความบอบช้ำของอวัยวะภายใน และรอคอยการช่วยเหลือต่อไปได้อย่างทันท่วงที

ทำไมเข็มขัดนิรภัยถึงสำคัญในงานก่อสร้าง ?

  • ปกป้องชีวิตและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ : สำหรับการทำงานบนที่สูง การก้าวพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงชีวิต เข็มขัดนิรภัยจึงถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานร่วงกระทบพื้นอย่างรุนแรง
  • การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐาน HSE : ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและการทำงานบนที่สูง โดยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า นายจ้างต้องจัดหาอุปกรณ์ป้องกันการตกให้ลูกจ้าง การละเลยไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลถึงการถูกระงับการก่อสร้างและต่อชื่อเสียงของบริษัท
  • เสริมสร้างความมั่นใจและประสิทธิภาพในการทำงาน : สภาพจิตใจมีผลโดยตรงต่อคุณภาพงาน เมื่อผู้ปฏิบัติงานรู้ว่าตนเองมีระบบป้องกันที่ปลอดภัย พวกเขาจะสามารถโฟกัสกับเนื้องานตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ 
  • ลดความสูญเสียด้านงบประมาณ : อุบัติเหตุแต่ละครั้งนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชย การหยุดชะงักของงาน และเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น การลงทุนกับเข็มขัดนิรภัยที่ได้มาตรฐานจึงคุ้มค่ากว่าการตามแก้ปัญหาเมื่อมีการสูญเสียเกิดขึ้น 

ประเภทของเข็มขัดนิรภัย (Safety Harness)

การเลือกใช้เข็มขัดนิรภัยผิดประเภทอาจเป็นอันตรายร้ายแรงไม่แพ้การไม่สวมใส่เลย ดังนั้น ทั้งเจ้าของโครงการ รวมถึงผู้ปฏิบัติงาน จึงควรทราบว่าประเภทของ Safety Harness มีอะไรบ้าง โดยในปัจจุบัน  เข็มขัดนิรภัยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักตามลักษณะการใช้งาน ดังนี้

1. เข็มขัดนิรภัยแบบรัดตัว (Body Belts)

  • ลักษณะ : เป็นสายรัดเพียงเส้นเดียวที่ใช้รัดรอบเอว
  • การใช้งาน : เหมาะกับงานเบา งานที่ต้องการจำกัดพื้นที่การทำงานเพื่อไม่ให้เดินไปถึงจุดที่อาจตกได้ หรือใช้เป็นจุดยึดเสริมเพื่อจัดท่าทางการทำงาน เพื่อให้สามารถใช้มือทั้งสองข้างทำงานได้อย่างสะดวก
  • ข้อควรระวัง : ห้ามใช้ในระบบยับยั้งการพลัดตกเด็ดขาด เพราะหากเกิดการพลัดตก แรงกระชากจะรวมอยู่ที่เอวและกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตได้

2.เข็มขัดนิรภัยแบบเบาะนั่ง (Seat Harnesses)

  • ลักษณะ : คล้ายกับสายรัดของนักปีนเขา มีเบาะรองนั่งและสายรัดรอบต้นขาและเอว
  • การใช้งาน : เพิ่มความสบายเมื่อต้องถูกแขวนลอยอยู่บนที่สูงเป็นเวลานาน เหมาะสำหรับงานทำความสะอาดกระจกตึกสูง งานทาสี หรือภารกิจกู้ภัยในแนวดิ่ง
  • ข้อควรระวัง : ไม่เหมาะกับงานที่ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสตกในลักษณะตีลังกา หรือตกในสภาวะที่ควบคุมทิศทางไม่ได้

3. เข็มขัดนิรภัยหน้าอก (Chest Harnesses)

  • ลักษณะ : เป็นสายรัดรอบหน้าอกและไหล่
  • การใช้งาน : เพิ่มความมั่นคงและป้องกันตัวโคลงเคลง มักใช้ควบคู่กับงานในพื้นที่อับอากาศ เช่น การหย่อนตัวลงไปในแทงก์น้ำ หรือไซโล โดยใช้เพื่อการดึงตัวผู้ปฏิบัติงานขึ้นมาในแนวดิ่ง
  • ข้อควรระวัง : ไม่สามารถใช้รับแรงกระชากจากการพลัดตกในแนวดิ่งที่มีระยะทางยาวได้ เพราะอาจทำให้ผู้สวมใส่หลุดออกจากสายรัด หรือได้รับบาดเจ็บที่ซี่โครง

4. เข็มขัดนิรภัยแบบเต็มตัว (Full Body Harnesses)

  • ลักษณะ : ครอบคลุมทั้งตัว ตั้งแต่หัวไหล่ หน้าอก เอว ไปจนถึงต้นขา มีจุดเชื่อมต่อบริเวณด้านหลังเป็นมาตรฐาน และอาจมีจุดเชื่อมต่อด้านหน้าหรือด้านข้างเพิ่มเติม
  • การใช้งาน : ถือเป็นมาตรฐานสูงสุดสำหรับการทำงานบนที่สูง เหมาะกับงานก่อสร้าง งานประกอบเครน หรือพื้นที่เสี่ยงทุกรูปแบบ ช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกระแทกไปยังส่วนที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • ข้อควรระวัง : ต้องสวมใส่ให้กระชับและถูกวิธี หากหลวมเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่บริเวณขาหนีบขณะเกิดการกระชากได้

ผู้ปฏิบัติงานกำลังคล้องสายเข็มขัดนิรภัยเข้ากับราวเหล็ก

5 เทคนิคเลือกเข็มขัดนิรภัยให้เหมาะกับการใช้งาน

นอกจากการทราบว่าประเภทของ Safety Harness มีอะไรบ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบป้องกันการตกจากที่สูงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นี่คือ 5 เช็กลิสต์สำคัญสำหรับผู้รับเหมาและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการเลือกซื้อและนำอุปกรณ์ไปใช้งานจริง

1. เลือกชนิดเข็มขัดให้ตรงกับลักษณะงานและความสูง

ประเมินสภาพแวดล้อมก่อนเสมอ โดยหากเป็นการทำงานบนโครงสร้างเหล็ก หรือประกอบชิ้นส่วนร่วมกับรถเครนที่เสี่ยงต่อการพลัดตกอย่างอิสระ ต้องเลือกใช้ เข็มขัดนิรภัยแบบเต็มตัวเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องคำนวณระยะการตกที่ปลอดภัยเพื่อเลือกความยาวของสายช่วยชีวิต และอุปกรณ์ดูดซับแรงกระแทกให้สัมพันธ์กัน ไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานตกลงมากระแทกพื้นก่อนที่สายรัดจะกระตุก

2. ตรวจสอบวัสดุและความทนทานของสายรัดและตะขอ

สภาพแวดล้อมในไซต์งานมีความสมบุกสมบันสูง วัสดุที่นำมาผลิตสายรัดควรทำจากโพลีเอสเตอร์ หรือไนลอนที่ทนทานต่อแรงดึง ทนต่อรังสี UV และสารเคมีบางชนิด ส่วนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น หัวเข็มขัด ห่วง D-Ring และตะขอสแนปต้องทำจากเหล็กกล้าขึ้นรูปหรืออะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่ทนทานต่อการเกิดสนิม และต้องเป็นระบบล็อกอัตโนมัติเพื่อป้องกันการหลุดโดยไม่ตั้งใจ

3. เลือกขนาดให้พอดีร่างกาย สวมใส่สบายไม่บีบรัด

เข็มขัดนิรภัยที่ดีต้องสามารถปรับขนาดได้เพื่อให้เข้ากับสรีระของผู้ใช้งานแต่ละคน การสวมใส่ที่ถูกต้องคือสายรัดต้นขาและหน้าอกต้องสอดนิ้วเข้าไปได้เพียงในลักษณะแบนราบ ไม่หลวมจนดึงออกได้ และไม่แน่นจนเลือดไม่ไหลเวียน เพราะหากสายรัดหลวมเกินไป เมื่อเกิดการตก ผู้ใช้งานอาจหลุดออกจากชุด หรือจุดรับน้ำหนักอาจเลื่อนไปรัดอวัยวะที่บอบบางจนเกิดอันตราย

4. มองหาเข็มขัดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยรับรอง เช่น ANSI หรือ CE

ห้ามใช้เข็มขัดนิรภัยที่ไม่ระบุแหล่งที่มาหรือไม่มีมาตรฐานรับรองเด็ดขาด อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องผ่านการทดสอบทางวิศวกรรม โดยมองหาสัญลักษณ์มาตรฐานสากลบนป้ายแท็กของอุปกรณ์ เช่น

  • มาตรฐานอเมริกา : ANSI Z359.11 หรือ OSHA
  • มาตรฐานยุโรป : EN 361 หรือมาตรฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เชื่อมต่อ ป้ายแท็กเหล่านี้ต้องระบุปีที่ผลิต ขีดจำกัดการรับน้ำหนัก และหมายเลขซีเรียลอย่างชัดเจน

5. ตรวจสอบอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนทันทีหากมีความเสียหาย

โดยทั่วไป อุปกรณ์เซฟตี้จะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปีนับจากวันผลิต ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตด้วย อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบก่อนการใช้งานเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานต้องทำทุกวัน โดยควรมองหารอยขาด รอยไหม้ รอยหลุดลุ่ยของเส้นด้าย การเปลี่ยนรูป หรือรอยร้าวบนชิ้นส่วนโลหะ ซึ่งกฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือ หากเข็มขัดนิรภัยชุดนั้นเคยผ่านการรับแรงกระชากจากการพลัดตกมาแล้วแม้แต่ครั้งเดียว ต้องปลดประจำการและทำลายทิ้งทันที ห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำโดยเด็ดขาด

ยกระดับความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง ด้วยบริการรถเครนพร้อมคนขับจาก EK CRANE

การเตรียมพร้อมด้วยเข็มขัดนิรภัยที่ได้มาตรฐานคือด่านแรกของการป้องกันอันตรายจากการทำงานบนที่สูง อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในไซต์งานก็คือเครื่องจักรที่ได้มาตรฐานและทีมปฏิบัติงานที่เชี่ยวชาญ โดยหากโครงการของคุณต้องการความมั่นใจในทุกขั้นตอนการยกย้ายวัสดุหนัก EK CRANE ในฐานะผู้นำบริการให้เช่ารถเครนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมให้บริการเช่ารถเครนพร้อมคนขับมืออาชีพในราคาที่ตอบโจทย์งบประมาณ

  • เครื่องจักรและทีมงานพร้อมปฏิบัติงาน : รถเครนทุกคันผ่านการตรวจสภาพ (ปจ.2) อย่างเคร่งครัด ควบคุมโดยพนักงานขับรถและผู้บังคับปั้นจั่นที่มีใบอนุญาต และผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยมาอย่างเข้มข้น
  • บริการเช่ารถเครนหลากหลายขนาด : ตอบโจทย์ทุกความสูงและน้ำหนักของหน้างาน ไม่ว่าจะเป็นงานประกอบโครงสร้างเหล็ก หรืองานยกวัสดุก่อสร้าง ด้วยเครนขนาดตั้งแต่ 10 ตัน ไปจนถึง 550 ตัน มีให้บริการทั้งแบบรายวันและรายเดือน
  • บริการครอบคลุมทุกรูปแบบ : รองรับตั้งแต่งานก่อสร้างทั่วไป งานติดตั้งเครื่องจักรในโรงงาน ไปจนถึงโปรเจกต์ขนาดใหญ่ระดับชาติ
  • วางแผนการยกอย่างปลอดภัย : มีทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญช่วยคำนวณและวางแผนการยกวัสดุอย่างรัดกุม เพื่อปิดความเสี่ยงในการทำงานบนพื้นที่สูงและผลักดันให้ไซต์งานมีอุบัติเหตุเป็นศูนย์ 

สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยขั้นสุด พร้อมขับเคลื่อนโครงการของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมาย ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาและเลือกใช้รถเครนที่เหมาะสมกับหน้างานของคุณ

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

แหล่งอ้างอิง

  1. Harness Inspection . สืบค้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569. จาก https://www.osha.gov/sites/default/files/2018-12/fy15_sh-27664-sh5_Lifeline_Harness_Inspection_Guide.pdf 
  2. กฎกระทรวงอันตรายการตกจากที่สูง พ.ศ.2564. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569. จาก https://www.pdsthailand.com/brochure/download29.php 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเข็มขัดนิรภัยและการทำงานบนที่สูง (FAQs)

Q: เข็มขัดนิรภัยมีอายุการใช้งานกี่ปี ?

A: อายุการใช้งานของเข็มขัดนิรภัยโดยทั่วไปอยู่ที่ 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หรือตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือของบริษัทผู้ผลิต อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงานและการดูแลรักษา หากพบความชำรุดเสียหายจากการตรวจสอบก่อนการใช้งาน ต้องระงับการใช้งานและเปลี่ยนใหม่ทันทีแม้จะยังไม่ถึงกำหนดอายุการใช้งานก็ตาม

Q: หากเข็มขัดนิรภัยเคยรับแรงกระชากจากการพลัดตกแล้ว สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือไม่ ?

A: ไม่ได้โดยเด็ดขาด หากเข็มขัดนิรภัย สายช่วยชีวิตหรืออุปกรณ์กันตกใด ๆ เคยผ่านการยับยั้งการตกมาแล้วแม้เพียงครั้งเดียว ต้องปลดระวาง ตัดทำลาย และทิ้งทันที เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้ซ้ำ เนื่องจากเส้นใยและโครงสร้างของสายรัดได้ยืดตัวและสูญเสียประสิทธิภาพในการรับแรงกระชากไปแล้ว

Q: ระยะตกที่ปลอดภัยคืออะไร และทำไมจึงสำคัญก่อนใช้งานเข็มขัดนิรภัย ?

A: ระยะตกที่ปลอดภัยคือระยะห่างในแนวดิ่งขั้นต่ำที่จำเป็นต้องมีนับจากจุดยึดลงไปถึงพื้นด้านล่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานตกลงมากระแทกพื้น การคำนวณระยะนี้ต้องนำความยาวของสายช่วยชีวิต, ระยะการฉีกขาดของตัวดูดซับแรงกระแทก, ความสูงของผู้ปฏิบัติงาน และระยะเผื่อความปลอดภัย มารวมกันเสมอ

Q: ภาวะช็อกจากการแขวนลอยคืออะไร และป้องกันได้อย่างไร ?

A: คือภาวะอันตรายที่เกิดจากการถูกสายรัดต้นขารัดแน่นขณะแขวนลอยอยู่กลางอากาศ ทำให้เลือดคั่งอยู่ที่ขาและไม่สามารถไหลเวียนกลับสู่หัวใจได้ ซึ่งอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ป้องกันได้โดยการติดตั้ง “สายรัดแก้เมื่อย” (Trauma Strap) ไว้ที่ชุดเข็มขัดนิรภัย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานปล่อยสายลงมาเหยียบและยืดขาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดขณะรอทีมกู้ภัย

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง คืออะไร มีอะไรบ้าง

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง คืออะไร มีอะไรบ้าง

เพราะการทำงานบนที่สูงถือว่าเป็นการทำงานที่มีความเสี่ยงและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดและอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งก็อาจจะสร้างความเสียหายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยครับ ทำให้ปัจจุบันได้มีการออกกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยกฎหมายบังคับให้ลูกจ้างทุกคนต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง เพื่อป้องกันอันตรายและลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น 

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง ว่าคืออะไร และมีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย! 

ประโยชน์ของอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่องานก่อสร้าง งานทำความสะอาดบนที่สูง งานไฟฟ้า และ งานอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานบนที่สูง โดยประโยชน์ของอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง คือ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายต่อการตกได้อย่างปลอดภัย ลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุ และยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ต้องคอยกังวลว่าจะพลัดตกลงไปอีกด้วย 

ประโยชน์ของอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง 

สาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากที่สูง

อุบัติเหตุพลัดตกจากที่สูงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาจากความประมาทไม่ระมัดระวังของผู้ปฏิบัติงานจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ก็ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงจากที่สูง ไม่ว่าจะเป็น 

  1. การใช้งานอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงผิดวิธี เช่น การที่ผู้ปฏิบัติงานสวมอุปกรณ์ป้องกันไม่ครบ สวมแค่บางชิ้นเท่านั้น หรือ การใช้งานเข็มขัดนิรภัยแบบผิดวิธี 
  2. สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการทำงาน เช่น การทำงานบนที่สูงที่เสี่ยงอันตรายและมีพื้นผิวลื่น หรือ การปฏิบัติหน้าที่ในสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็น ฝนตก ลมแรง หรือ พายุเข้า เป็นต้น 
  3. การใช้งานเครื่องจักรที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่  ส่วนใหญ่มักเกิดจากการละเลย ไม่ได้ตรวจสอบและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรตามที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ 
  4. สภาวะจิตใจและร่างกายของผู้ปฏิบัติงานไม่พร้อมสำหรับทำงาน เช่น มีอาการมึนเมา ขาดสติ ที่เกิดจากการดื่มสุรา หรือ การใช้สารเสพติด รวมอาการเหนื่อยล้าที่เกิดจากการทำงานบนที่สูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ 
  5. การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงที่ไม่เหมาะสมกับงานที่ทำ มักมีสาเหตุจากการที่พนักงานขาดความรู้ในการเลือกใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุในที่สุด 

แนะนำอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง 

ส่วนใหญ่มักจะเรียกอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงว่า “อุปกรณ์ป้องกันการตกส่วนบุคคล PPE” 

ซึ่งในปัจจุบันสามารถแบ่งระบบ หรือ อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น 

  1. เข็มขัดนิรภัย
  2. สายเซฟตี้ สายรัดตัวนิรภัย หรือ สายพยุงตัว 
  3. ตะขอกันตก
  4. อุปกรณ์เชื่อมต่อ 
องค์ประกอบหลักของระบบการป้องกันการพลัดตกจากที่สูง

องค์ประกอบหลักของระบบการป้องกันการพลัดตกจากที่สูง (Elements of Fall protection System)

  1. จุดยึด (Anchor Point) คือ จุดที่ใช้ยึดอุปกรณ์ป้องกันการจากที่สูง ส่วนใหญ่มักจะติดตั้งบนโครงสร้างที่มั่นคงและบริเวณที่ปลอดภัย เหมาะสมสำหรับการติดสายรัดนิรภัยหรือเชือกเส้นเล็ก โดยกฎหมายกำหนดให้อุปกรณ์ต้องสามารถรับแรงได้อย่างน้อย 5000 lb หรือ 22 kN 
  2. อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connecting Device) คือ ต้องมีอย่างน้อย 2 จุด ที่เชื่อมต่อกับจุดยึด และต้องทนต่อการกัดกร่อน ผิวจะต้องเรียบ ไม่มีรอยต่อและทำจากเหล็กที่หล่อขึ้นรูป โดยตัวเชื่อมที่เชื่อมกับจุดยึดจะต้องไม่มีรอยแตกร้าว หรือ การเปลี่ยนรูปถาวร และต้องสามารถรับแรงได้อย่างน้อย 16 kN 
  3. เข็มขัดนิรภัยแบบรัดทั้งตัว (Full body harness) ผู้สวมใส่ต้องเลือกเข็มขัดให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงาน และต้องมีจุดเชื่อมต่ออย่างน้อย 1 จุด และสายรัดจะต้องผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ที่อ่อนนุ่ม แต่มีความแข็งแรงทนทาน เช่น โพลีเอสเตอร์ หรือ โพลีเอไมด์ โดยผู้ปฏิบัติงานบนที่สูงต้องสวมใส่เข็มขัดนิรภัยทั้งตัวอย่างถูกวิธี โดยเข็มขัดนิรภัยแบบรัดทั้งตัวจะช่วยดึงผู้ปฏิบัติงานถ้าหากเกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากที่สูง 

สรุป

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ เพราะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน และยังช่วยลดความรุนแรงที่เกิดจากอุบัติเหตุ แต่นอกเหนือจากอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงแล้วเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานบนที่สูงต้องได้รับการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานบนที่สูงที่ถูกต้อง รวมไปถึงต้องมีความเข้าใจสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะงาน และเข้าใจวิธีใช้งานอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงที่ถูกต้องด้วยครับ 

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ ไว้สำหรับใช้งานทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เอกเครน โลจิสติกส์ เราผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีทีมงานคอยให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

ทำความรู้จักอาชีพ จป (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน) คือใคร มีหน้าที่อะไร

ทำความรู้จักอาชีพ จป (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน) คือใคร มีหน้าที่อะไร

ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่คลุกคลีกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือ โรงงานต่าง ๆ คุณน่าจะคุ้นเคยกับอาชีพ จป หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย กันมาบ้าง แต่บางคนก็อาจจะยังไม่ทราบใช่ไหมครับ ว่า จป คืออะไร มีหน้าที่อะไร สำคัญอย่างไรต่อโรงงาน 

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักว่าอาชีพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือ จป คืออะไร พร้อมตอบทุกคำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับอาชีพนี้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย 

จป คือใคร ?

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือ จป คือ หนึ่งในอาชีพที่มีความสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เพราะมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของระบบต่าง ๆ ทั้งในโรงงานและตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบลิฟต์ รวมไปถึงการตรวจสอบความแข็งแรงของตัวอาคาร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในระหว่างที่เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ กำลังปฏิบัติงาน 

ระดับของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน 

ระดับของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน

ในปัจจุบันสามารถแบ่ง จป ออกเป็น 5 ระดับใหญ่ ได้ดังนี้ 

  1. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร
  2. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน
  3. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ 
  4. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง 
  5. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค 

โดยทุกตำแหน่งจะต้องผ่านการอบรมจากกระทรวงแรงงานมาเป็นพิเศษ และแต่ละระดับก็จะมีความรับผิดชอบและหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไปครับ 

ทั้งนี้อาชีพ จป ถือเป็นอาชีพที่โอกาสตกงานค่อนข้างน้อยเพราะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน สำหรับใครที่สนใจอยากทำงานสายนี้ ต้องเรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน จป วิชาชีพ และมหาวิทยาลัยนั้นต้องได้รับการขึ้นทะเบียนหลักสูตรกับกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานเท่านั้น ถึงจะสามารถประกอบอาชีพ จป ได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 

13 หน้าที่หลักของ จป วิชาชีพ 

หลังจากที่ทุกคนเข้าใจแล้วว่าอาชีพ จป คืออะไร เรามาลองดูกันดีกว่าครับ ว่าหน้าที่หลัก ๆ ตามที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ของอาชีพ จป มีอะไรบ้าง 

  1. ประเมินความเสี่ยงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยอาชีวอนามัยในที่ทำงาน 
  2. ประเมินการปฏิบัติงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามแบบแผนหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้
  3. ตรวจสอบและแนะนำให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน 
  4. ประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในที่ทำงาน
  5. ประเมินอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อนำเสนอให้แก่นายจ้าง 
  6. แนะนำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมใในที่ทำงาน 
  7. ฝึกสอนและอบรมลูกจ้างเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน 
  8. ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยดำเนินการร่วมกับบุคคล หรือ นิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน 
  9. หาสาเหตุและประเมินการประสบอันตรายการเจ็บป่วย หรือ อุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความเดือดร้อนที่เกิดมาจากการทำงานของลูกจ้าง พร้อมรายงานผลการตรวจสอบและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่นายจ้าง 
  10. เก็บรวบรวมสถิติข้อมูลและจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการอันตราย อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ที่มีสาเหตุมาจากการทำงานของลูกจ้างให้แก่นายจ้าง 
  11. แนะนำวิธีป้องกันและแนวทางแก้ไขปัญหาในการจัดการด้านความปลอดภัยอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ 
  12. ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกจ้าง ก่อนเข้าปฏิบัติงาน และจัดอบรมทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 
  13. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่นายจ้างมอบหมาย 
13 หน้าที่หลักของ จป วิชาชีพ 

สถานประกอบการที่กฎหมายกำหนดให้มี จป

  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการแยกก๊าซธรรมชาติ 
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ 
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียม 
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม 
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับปิโตรเคมี 
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม 
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
  • อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์
  • อุตสาหกรรมเสื้อผ้า อุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือ อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย 
  • อุตสาหกรรมเครื่องหนัง 
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากไม้ 
  • อุตสาหกรรมการผลิตสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ 
  • อุตสาหกรรมผลิตยาง
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 
  • อุตสาหกรรมกระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากกระดาษ 
  • อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ หรือ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์
  • อุตสาหกรรมโลหะ 
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแร่โลหะ 
  • อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 
  • อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า 
  • อุตสาหกรรมเครื่องจักร เครื่องมือกล 
  • อุตสาหกรรมยานพาหนะ ชิ้นส่วนยานพาหนะ หรือ อุปกรณ์สำหรับยานพาหนะ 
  • อุตสาหกรรมเครื่องประดับ 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่กฎหมายบังคับให้มีเจ้าหน้าที่ จป ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการทำงานและสถานที่ทำงานนั่นเองครับ 

สรุป

หลังจากอ่านบทความนี้หลายคนน่าจะเข้าใจว่า จปคืออะไร พร้อมทั้งความสำคัญของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยกันแล้ว ทั้งนี้กฎหมายได้มีการกำหนดให้หลาย ๆ อุตสาหกรรมจำเป็นที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ ปจ ก็เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในที่ทำงานงาน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ จป ยังสามารถช่วยแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน ทำให้ความเสียหายที่ได้รับรุนแรงน้อยลง 

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ ไว้สำหรับใช้งานทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เอกเครน โลจิสติกส์ เราผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีทีมงานคอยให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

ทำความเข้าใจ หลักสูตรอบรม “การทำงานเกี่ยวกับเครนปั้นจั่น” ตามกฎหมาย 2568

ทำความเข้าใจ หลักสูตรอบรม "การทำงานเกี่ยวกับเครนปั้นจั่น" ตามกฎหมาย

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าตามกฎกระทรวงช่วงปี 2564 นั้นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับรถเครน หรือ ปั้นจั่น นายจ้างจำเป็นต้องจัดการฝึกฝนและอบรมปั้นจั่นตามกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในที่ทำงานและลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงานลง 

วันนี้ผมจึงจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ หลักสูตรอบรมเครนปั้นจั่น ไม่ว่าจะเป็น

  • ความสำคัญของหลักสูตรอบรมเครนปั้นจั่น
  • หลักเกณฑ์วิธีการฝึกอบรม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • หลักสูตรอบรมเครนปั้นจั่น

โดยกฎหมายเกี่ยวกับการอบรมดังกล่าวได้ออกในวันที่ 15 ตุลาคม 2567 โดยสามารถอ่านรายละเอียดกฎหมายตัวเต็มได้ใน กฎหมายอบรมปั้นจั่น

รายละเอียดทั้งหมดจะมีเนื้อหาเป็นอย่างไร หากต้องการทำงานกับเครนปั้นจั่นแล้วเราจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้างเพื่อการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ 

รู้จักกับหลักสูตรอบรมเครนปั้นจั่น

ปั้นจั่นเป็นเครื่องจักรที่มีขนาดใหญ่ที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ โดยมีหน้าที่ยกเคลื่อนย้ายวัตถุที่มีน้ำหนักมาก ๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ต้องผ่านหลักสูตรอบรมเครนปั้นจั่น ตามกฎหมายใหม่ เพราะถ้าหากเกิดข้อผิดพลาด หรือ อุบัติเหตุก็จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทันที  

โดยวัตถุประสงค์ที่กำหนดให้มีการจัดอบรมหลักสูตรอบรมเครนปั้นจั่น ตามกฎหมายใหม่ มีดังนี้ 

  1. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมีความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติงานกับเครนปั้นจั่นอย่างถูกต้องและปลอดภัย
  2. เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 
  3. เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินพิกัดการยกวัตถุ สิ่งของโดยใช้หลักการคำนวณที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน 
  4. เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจวิธีการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง และรักษาปั้นจั่นได้อย่างถูกต้อง 
  5. เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินความเสี่ยงและหาวิธีป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรัดกุม  

กฎหมายใหม่เกี่ยวกับหลักสูตรอบรมเครนและปั้นจั่น

  • ข้อที่ 1 กำหนดให้ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณมือ ผู้ยึดเกาะวัสดุหรือผู้ควบคุมการใช้งานปั้นจั่น ต้องได้ผ่านการอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น พ.ศ.2554 
  • ข้อที่ 2 ประกาศนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา 
  • ข้อที่ 3 กฎกระทรวงเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอบรมหลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณมือ ผู้ยึดเกาะวัสดุ และผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น บังคับใช้กับปั้นจั่นทุกชนิดที่มีขนาดพิกัดการยกปลอดภัย ตามที่ผู้ผลิตกำหนดตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไป 
  • ข้อที่ 4 ความหมายของ ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณมือ ผู้ยึดเกาะวัสดุ และผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น
  1. ผู้บังคับปั้นจั่น หมายถึง เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่บังคับการทำงานของปั้นจั่นหรือเครนให้ทำงานตามที่วางแผนไว้ 
  2. ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น หมายถึง เจ้าหน้าที่ที่ใช้สัญญาณมือหรือสัญญาณเพื่อสื่อสารกับผู้บังคับปั้นจั่น 
  3. ผู้ยึดเกาะวัสดุ หมายถึง เจ้าหน้าที่ที่ผูก มัด หรือ เกี่ยววัสดุเพื่อใช้ปั้นจั่นยก
  4. ผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น หมายถึง เจ้าหน้าที่มีหน้าที่สั่งการให้ผู้บังคับปั้นจั่นปฏิบัติตาม และมีหน้าที่พิจารณาพิกัดน้ำหนักที่ใช้ยก 
หลักเกณฑ์วิธีการฝึกอบรมเครนปั้นจั่น ตามกฎหมายใหม่ 

หลักเกณฑ์วิธีการฝึกอบรมเครนปั้นจั่น ตามที่กฎกระทรวงกำหนด

กฎกระทรวงบังคับให้นายจ้างต้องจัดให้มีการฝึกอบรมหลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณ ผู้ยึดเกาะวัตถุ และ ผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น โดยนายจ้างต้องมีการจดบันทึกรายชื่อผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม ชื่อวิทยากร รวมไปถึงวันและเวลาที่ฝึกอบรมเก็บไว้เป็นหลักฐาน หากพนักงานตรวจแรงงานขอตรวจสอบต้องมีหลักฐานแสดงว่าตนได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดไว้ 

โดยหลักเกณฑ์วิธีการฝึกอบรม ได้แก่ 

  1. นายจ้างต้องแจ้งกำหนดการฝึกอบรมต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนการจัดฝึกอบรม 
  2. นายจ้างต้องจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดตามหลักสูตรกำหนดไว้
  3. นายจ้างต้องจัดให้มีการวัดผลและประเมินผลผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยกำหนดต้องผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ 
  4. นายจ้างต้องออกใบรับรองให้กับผู้ผ่านการฝึกอบรม 

นอกจากนี้กฎกระทรวงยังกำหนดให้การฝึกอบรมภาคทฤษฎีห้องละไม่เกิน 60 คนต่อวิทยากร 1 คน  และในภาคทดสอบภาคปฏิบัติต้องจัดให้มีวิทยากรอย่างน้อย 1 คน และปั้นจั่น 1 เครื่องต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกิน 20 คน 

หลักสูตรอบรม “การทำงานเกี่ยวกับเครนปั้นจั่น”

ในปัจจุบันหลักสูตรอบรมเครนปั้นจั่น ตามกฎหมายใหม่ สามารถแบ่งออกเป็น 9 หลักสูตรดังต่อไปนี้

  1. หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ประเภทปั้นจั่นเหนือศีรษะ ปั้นจั่นขาสูง หรือปั้นจั่นที่มีลักษณะคล้ายกัน
  2. หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ และผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ประเภทปั้นจั่นเหนือศีรษะ ปั้นจั่นขาสูง หรือปั้นจั่นที่มีลักษณะคล้ายกัน
  3. หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ประเภทปั้นจั่นหอสูง หรือปั้นจั่นที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน
  4. หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ และผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ประเภทปั้นจั่นหอสูง หรือปั้นจั่นที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน
  5. หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่
  6. หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ และผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่
  7. หลักสูตรการฝึกอบรมผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ
  8. หลักสูตรฝึกอบรมผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น
  9. หลักสูตรการฝึกอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น

โดยนายจ้างจำเป็นต้องจัดให้มีการฝึกอบรมลูกจ้างเกี่ยวกับการใช้งานตามชนิดและประเภทที่มีการกำหนดเอาไว้

สรุป

หลักสูตรอบรมเครนปั้นจั่น ตามกฎหมายใหม่ถือเป็นข้อบังคับที่นายจ้างและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานกับปั้นจั่น รถเครนควรให้ความสำคัญ และไม่ควรปล่อยปละละเลย เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุในที่ทำงานได้ 

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ ไว้สำหรับใช้งานทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เอกเครน โลจิสติกส์ เราผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีทีมงานคอยให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

อุปกรณ์จำเป็นที่ต้องติดตั้งไว้ในปั้นจั่นตามกฎกระทรวง ปั้นจั่น อุปกรณ์อัปเดต 2568

อุปกรณ์จำเป็นที่ต้องติดตั้งไว้ในปั้นจั่นตามกฎกระทรวง

วันนี้ผมพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องติดตั้งบนปั้นจั่นตามกฎกระทรวงแรงงาน ฉบับล่าสุดที่กำหนดไว้ เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน บอกเลยครับว่านายจ้างและเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานกับปั้นจั่น หรือ รถเครน ห้ามพลาดบทความนี้ 

อุปกรณ์ที่ต้องติดตั้งบนปั้นจั่น ฉบับอัปเดตปี 2568

แม้ว่าจะอยู่ในช่วงปี 2568 แล้ว แต่ในปัจจุบันประเทศไทยก็ยังคงใช้กฎกระทรวงจากในช่วงปี 2564 อยู่ นั่นก็คือ กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงาน ปี 2564 ได้มีการกำหนดให้นายจ้างต้องติดตั้งอุปกรณ์บนปั้นจั่น ดังต่อไปนี้ 

  1. ต้องมีสลิงพันอย่างน้อย 2 รอบในม้วนสลิงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลิงหมดม้วนแล้วหมุนกลับด้านข้ามร่องในม้วนสลิง ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อสลิง
  2. ต้องมีที่ปิดปากตะขอและที่ปิดปากต้องสามารถใช้งานได้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุวัตถุร่วงหล่นระหว่างเคลื่อนย้าย 
  3. ต้องติดตั้งถังดับเพลิงไว้ในห้องผู้ควบคุมปั้นจั่น หรือ จุดอื่นที่เหมาะ โดยต้องคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก 
  4. บริเวณท่อไอเสียต้องมีฉนวนห่อหุ้ม 
  5. มีที่กั้น หรือ ตัวครอบปิดส่วนที่สามารถหมุนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีเสื้อผ้า อวัยวะ หรือ ชิ้นส่วนใดของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่นจนทำให้เกิดอันตรายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน 
  6. นายจ้างต้องกำหนดให้มีการทำราวกันตก พื้นกันลื่น สำหรับปั้นจั่นที่ต้องจัดทำทางเดินและพื้น เช่น ปั้นจั่นเหนือศีรษะคานคู่ เพราะเจ้าหน้าที่จำเป็นที่จะต้องขึ้นไปปฏิบัติงานด้านบน 
  7. มี Upper Limit Switch เพื่อป้องกันการยกวัตถุขึ้นชนรอกด้านบน 
  8. มี Overload Limit Switch เพื่อป้องกันการยกวัตถุที่มีน้ำหนักเกินค่าที่กำหนด หรือ มากกว่าพิกัดยกปลอดภัย 
  9. มีป้ายบอกพิกัดยกติดที่ปั้นจั่นอย่างชัดเจน 
  10. ในขณะที่ปั้นจั่นทำงานต้องมีสัญญาณเสียงและแสง เตือนอยู่ตลอดเวลา 
  11. ติดตั้งป้ายเตือนระวังอันตราย และ รูปภาพสัญญาณมือตามมาตรฐาน ASME หรือ ที่กรมสวัสดิฯประกาศไว้อย่างชัดเจน 
อุปกรณ์ที่ต้องติดตั้งบนปั้นจั่นมีอะไรบ้าง

สำหรับใครที่อยากจะศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับปั้นจั่นเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น วิธีใช้ การเช็คสภาพ หรือ ประเภทของปั้นจั่นอย่างละเอียด ทาง EK Crane ได้เตรียมบทความ ปั้นจั่นคืออะไร? แตกต่างจากรถเครนอย่างไรบ้าง ไว้ช่วยตอบคำถามที่หลายคนสงสัยแล้วครับ 

แนะนำ 10 วิธี ใช้งานปั้นจั่นให้ถูกต้องและปลอดภัย

หลังจากที่ได้รู้จักประเภท และ อุปกรณ์ที่ต้องติดตั้งบนปั้นจั่นแล้ว ทุกคนลองมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการใช้งานปั้นจั่นที่ถูก เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในที่ทำงานดีกว่า 

  1. เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมปั้นจั่นต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้งานปั้นจั่น และระหว่างปฏิบัติงานต้องสวมใส่ชุดปฏิบัติงานและอุปกรณ์นิรภัยอย่างรัดกุม
  2. หลีกเลี่ยงการยกวัตถุที่มีน้ำหนักเกินค่าพิกัดยกปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตหรือวิศวกรกำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สลิงขาดและปั้นจั่นชำรุดเสียหาย 
  3. ในกรณีที่ต้องใช้ปั้นจั่นตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป ควรมีผู้ให้สัญญาณมือแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น เพื่อป้องกันการสับสนและทำให้เกิดอุบัติเหตุในที่สุด 
  4. ควรติดตั้งและใช้งานปั้นจั่นห่างจากสายไฟไม่น้อยกว่า 3 เมตร ทั้งนี้ถ้าหากไม่สามารถทำได้ ควรจะต้องมีผู้คอยดู และให้สัญญาณเตือน 
  5. ในขณะที่ใช้ปั้นจั่นเคลื่อนย้ายวัตถุไม่ควรมีสิ่งกีดขวาง และห้ามให้เจ้าหน้าที่เกาะบนวัตถุที่เคลื่อนย้าย
  6. ควรมีการทดสอบน้ำหนักของวัตถุก่อนยกจริง โดยยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบการยกและสมดุลของปั้นจั่น 
  7. ในกรณีที่เกิดลมหรือพายุระหว่างที่ยกวัตถุจนทำให้วัตถุที่ยกแกว่งไปมา เจ้าหน้าที่ควบคุมปั้นจั่นต้องรีบวางวัตถุลงที่พื้นทันที 
  8. ในกรณีที่ใช้งานปั้นจั่นบนอาคารสูง ต้องมีสัญญาณไฟบอกตำแหน่งให้เครื่องบินทราบ เพื่อป้องกันการชน 
  9. ห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในห้องควบคุมปั้นจั่น 
  10. ควรบำรุงรักษาอุปกรณ์ทุกชิ้น โดยเฉพาะส่วนที่มักเกิดการเสียดสี 
ข้อแนะนำในการใช้ปั้นจั่นและอุปกรณ์ให้ปลอดภัย

สรุป

นอกจากการติดตั้งอุปกรณ์บนปั้นจั่นแล้วกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานยังกำหนดให้นายเจ้าทุกคนต้องจัดอบรมปั้นจั่นให้ลูกจ้างที่ทำงานกับปั้นจั่นทุกคน โดยมีเนื้อหาตามที่ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในที่ทำงานและลดการเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานลงนั้นเองครับ

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ ไว้สำหรับใช้งานทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เอกเครน โลจิสติกส์ เราผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีทีมงานคอยให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย