การใช้เครนอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัย และบำรุงรักษา

ปั้นจั่น หรือ เครน เป็นหนึ่งในเครื่องจักรที่นิยมเป็นอย่างมากในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และ อุตสาหกรรมอื่น ๆ เพราะสามารถช่วยทุ่นแรงในกระบวนการขนย้ายสิ่งของได้ และ สามารถขนย้ายสิ่งของที่มนุษย์ไม่สามารถเคลื่อนย้ายด้วยตัวเองได้ และแน่นอนว่าในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครน ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจมากเป็นอันดับต้น ๆ วันนี้ผมจึงจะมาแนะนำวิธีการใช้เครนอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงานลง ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูการใช้เครนอย่างถูกวิธีไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า 

วิธีการใช้งานเครนอย่างถูกวิธี 

อย่างที่ผมได้กล่าวไปก่อนข้างหน้านี้ว่าความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ในการปฏิบัติงาน การใช้งานเครนให้ถูกวิธีจริงเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน โดยวิธีการใช้งานเครนอย่างถูกวิธี มีดังนี้ 

1. เลือกใช้งานเครนให้ถูกประเภท 

เครน หรือที่หลายคนเรียกว่า ปั้นจั่น มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งของ หรือ ขนส่งสินค้าเท่านั้น นั่นดังไม่ควรที่นำเครนไปใช้งานผิดประเภท เช่น การขึ้นลงโดยสาร เพราะการใช้งานเครนผิดประเภทสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อทรัพย์สินและชีวิตได้นั่นเองครับ 

2. ตรวจสอบความพร้อมก่อนใช้งานทุกครั้ง 

ทุกครั้งก่อนใช้งานเครนผู้ควบคุมเครนควรตรวจเช็กสภาพว่าเครนอยู่ในสภาพพร้อมใช่งาน ชิ้นส่วนต่าง ๆ สามารถทำงานได้ปกติหรือไม่ มีส่วนไหนที่เกิดความเสียหายหรือชำรุดที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายระหว่างปฏิบัติงานหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ถ้าหากพบว่าเครนชำรุด หรือ มีชิ้นส่วนที่ไม่สามารถใช้งานได้ปกติ ผมแนะนำว่าไม่ควรใช้งานเครนนั้น ๆ ควรนำไปแก้ไขหรือบำรุงรักษาให้เรียบร้อยแล้วจึงนำกลับมาใช้งานใหม่ครับ 

3. ผู้ควบคุมเครนต้องมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเครน

การจะใช้งานเครนอย่างถูกวิธีได้ ผู้ควบคุมเครนจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเครนครับ โดยบริษัทควรมีการอบรมให้ความรู้การใช้เครนอย่างถูกวิธีกับผู้ควบคุมเครนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ ปัจจุบันผู้ควบคุมเครนจำเป็นต้องมีใบเซอร์เครนเพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินทั้งของตนเองและผู้อื่นครับ ทั้งนี้ถ้าหากว่าผู้ใช้งานเครนไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้งานเครน ห้ามแตะต้องหรือใช้งานเครื่องจักรโดยเด็ดขาด 

การใช้เครนอย่างถูกวิธี

4. หลีกเลี่ยงการใช้เครนยกวัตถุที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานกำหนดไว้

นอกจากประเภทการใช้งานของเครนที่ต้องคำนึงแล้ว น้ำหนักของวัตถุที่เครนสามารถยกได้ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ผมจึงแนะนำให้ตรวจสอบน้ำหนักที่เครนสามารถยกได้ทุกครั้งก่อนใช้งาน เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน ที่มีสาเหตุมาจากใช้เครนยกวัตถุน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานกำหนดไว้ และรวมไปถึงไม่ควรนำวัตถุวางซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น เพราะอยากให้งานเสร็จเร็ว ๆ ด้วย เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายระหว่างขนย้ายวัตถุได้ครับ 

5. หลีกเลี่ยงการยกวัตถุค้างไว้บนอากาศนาน ๆ 

การใช้เครนอย่างถูกวิธีไม่ควรใช้เครนยกวัตถุขึ้นสูงแล้วค้างไว้บนอากาศนาน ๆ เพราะอาจจะทำให้ตัวเครนรองรับน้ำหนักมากเกินไป และทำให้เครนพัง หรือ หัก ในที่สุด และถ้าหากเกิดเหตุการณ์ตามที่ได้กล่าวมาสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ได้ 

6. ก่อนใช้งานเครนทุกครั้งต้องแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้อง

ก่อนใช้งานเครนทุกครั้งจำเป็นต้องแจ้งผู้อื่น หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังปฏิบัติงานในบริเวณรอบ ๆ ก่อนเสมอ ว่าจะกระทำสิ่งใด และ อย่างไร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในที่ทำงาน

7. หากพบสิ่งผิดปกติต้องหยุดใช้งานเครนทันที 

ในระหว่างที่กำลังใช้งานเครนถ้าหากเกิดเหตุขัดข้อง สิ่งผิดปกติ หรือ ได้ยินเสียงที่ผิดปกติที่มาจากเครนที่ใช้งานอยู่ ควรหยุดใช้งานเครนทันที และจึงตรวจสอบว่าเหตุขัดข้องที่เกิดมีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อช่างจะได้สามารถแก้ไขและซ่อมบำรุงได้อย่างตรงจุด 

8. ห้ามแกล้งหรือเล่นกันในระหว่างใช้งานเครน 

การแกล้งหรือเล่นกันในระหว่างที่เครนทำงาน เช่น การโยกตัวยกไปมาในขณะที่เครนกำลังยกวัตถุขึ้นสูงอยู่บนอากาศ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด เพราะสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุที่อาจจะร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

9. จัดเก็บเครนทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ

การใช้เครนอย่างถูกวิธีอย่างสุดท้าย คือ การเคลื่อนย้ายเครนไปยังตำแหน่งที่กำหนดไว้ทุกครั้ง พร้อมทั้งทำการตัดไฟที่ปุ่มสวิตซ์หลัก เพื่อป้องกันเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและตัดโอกาสเครนทำงานเองในขณะไม่มีผู้ใช้งาน 

ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากใช้งานเครนผิดวิธี

ถ้าใช้งานเครนผิดวิธีจะเกิดอันตรายอย่างไร 

หลังจากที่รู้การใช้เครนอย่างถูกวิธีแล้ว มาลองดูกันว่าถ้าหากใช้งานเครนผิดวิธี สามารถก่อให้เกิดอันตรายอะไรได้บ้าง โดยถ้าหากผู้ควบคุมใช้งานเครนผิดวิธี จะก่อให้เกิดอันตราย ดังต่อไปนี้ 

1. ความเสียหายต่ออวัยวะ 

บางครั้งการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างปฏิบัติงานอาจจะทำให้ผู้ประสบเหตุกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ ส่งผลให้ไม่สามารถใช้ชีวิตและปฏิบัติงานได้ตามปกติ ซึ่งทำให้ผู้ประสบเหตุศูนย์โอกาสหลาย ๆ อย่างในชีวิต เช่น ความก้าวหน้าในที่ทำงาน เป็นต้น 

2. ความเสียหายต่อชีวิต

การเสียชีวิตของพนักงานในระหว่างปฏิบัติงานที่มีสาเหตุมาจากความประมาทและอุบัติเหตุที่เกิด เป็นความเสียหายที่รุนแรงมากที่สุด และเป็นความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ นอกจากนี้เป็นเหตุการณ์ที่ทุกองค์กรไม่ต้องการให้เกิด

3. ความเสียหายต่อทรัพย์สิน 

การเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้ง อย่างน้อยที่สุดทรัพย์สินบางอย่างต้องได้รับความเสียหาย ซึ่งบริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครนและทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ถ้าหากมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น บริษัทอาจจะต้องจ่ายค่ารักษาพยายามอีกด้วย 

ข้อแนะนำหลังใช้เครน 

  • นำเครน และ อุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เก็บตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ 
  • ปิดสวิตซ์หลักในการใช้งาน เพื่อตัดไฟฟ้า 
  • จดบันทึกรายงานการปฏิบัติงาน 
  • หากพบปัญหาให้แจ้งบริษัทผู้ผลิตเพื่อซ่อมแซมและป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในการใช้งานครั้งต่อไป 

สรุป

การใช้เครนอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยสร้างความอุ่นใจ มั่นใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกคน ส่งผลให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ถ้าหากพบว่ามีระหว่างที่ใช้งานเครนมีสิ่งผิดปกติ หรือ เกิดเหตุขัดข้อง ควรหยุดใช้งานทันที เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นครับ 

และสำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เรามีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

สรุปความหมายของสีและป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

รวมเครื่องหมายและสัญลักษณ์ความปลอดภัยที่ควรรู้

Key Takeaways  
รหัสสีและป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยถือเป็นเครื่องมือสื่อสารด่านแรกที่เป็นหัวใจสำคัญในไซต์งานก่อสร้าง ทำหน้าที่เป็นภาษาสากลที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถรับรู้และประเมินอันตรายได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยหลักการทำงานของภาพ รูปทรงเรขาคณิต และรหัสสีที่แบ่งแยกความหมายอย่างชัดเจน ได้แก่ สีแดงสำหรับการห้ามหรืออุปกรณ์ดับเพลิง สีเหลืองเพื่อเตือนอันตราย สีน้ำเงินสำหรับบังคับให้ปฏิบัติ และสีเขียวเพื่อแสดงสภาวะความปลอดภัย การเลือกใช้และติดตั้งสัญลักษณ์เหล่านี้จำเป็นต้องอ้างอิงตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดและได้รับการยอมรับระดับสากล เช่น มาตรฐาน มอก., ISO หรือ ANSI นอกจากนี้ บุคลากรทุกระดับจะต้องมีความเข้าใจและปฏิบัติตามข้อบ่งชี้ของป้ายอย่างเคร่งครัด เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางภาษา ป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่ปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

Table of Contents

สำหรับพื้นที่ไซต์งานก่อสร้างที่มีทั้งการใช้เครื่องจักรกลหนัก การเคลื่อนย้ายวัสดุ การทำงานบนที่สูง และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิดอุบัติเหตุ เครื่องหมายและสัญลักษณ์ความปลอดภัยจึงเปรียบเสมือน “ภาษาสากล” ที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้สื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุให้เหลือน้อยที่สุด 

ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจความหมายของสีและป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกความหมายของสี รูปทรง และมาตรฐานของป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัย เพื่อให้บุคลากรในไซต์งาน ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้ควบคุมเครื่องจักร สามารถตีความหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยที่ยั่งยืน

ความหมายของรหัสสีเพื่อความปลอดภัย 

ในเชิงจิตวิทยาและหลักอาชีวอนามัย (HSE) สีไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม แต่ทำหน้าที่เป็น “สัญญาณกระตุ้นระบบประสาท” ทำให้เกิดความตื่นตัว การกำหนดรหัสสีเพื่อความปลอดภัยจึงถูกออกแบบมาเพื่อแบ่งแยกระดับความรุนแรงและประเภทของข้อมูลอย่างชัดเจน ส่วนคำถามที่ว่า “สีความปลอดภัยมีกี่สี ?” คำตอบคือ 4 สี โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้

สีแดง (Red) = หยุด / ห้าม / อุปกรณ์ดับเพลิง

สีแดงเป็นสีที่มีความยาวคลื่นแสงมากที่สุด ทำให้ดวงตาของมนุษย์มองเห็นได้ชัดเจนแม้ในระยะไกล หรือในสภาวะที่มีฝุ่นควันในไซต์งานก่อสร้าง ในระบบเครื่องหมายปลอดภัย สีแดงถูกใช้เพื่อสื่อถึงความหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเด็ดขาดเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายร้ายแรง

ดังนั้น สีแดงจึงใช้สำหรับป้ายเตือนอันตราย หรือสัญลักษณ์ฉุกเฉินบนเครื่องจักร รวมถึงป้ายที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมหรือการกระทำที่ไม่อนุญาตให้ทำเด็ดขาด เช่น ห้ามเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานยกหิ้ว, ห้ามสูบบุหรี่ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังสามารถใช้ระบุตำแหน่งของถังดับเพลิง สายฉีดน้ำดับเพลิง และสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เพื่อให้มองเห็นได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

สีเหลือง = ระวังอันตราย

สีเหลืองเป็นสีที่สะท้อนแสงได้ดีที่สุดและดึงดูดความสนใจได้รวดเร็วที่สุดในเวลากลางวัน หรือในสภาวะที่มีแสงน้อย  นอกจากนั้น ในทางจิตวิทยาสีเหลืองจะกระตุ้นให้เกิดความระแวดระวัง ป้ายสีเหลืองจึงนิยมใช้สำหรับทำเป็นป้ายความปลอดภัยในโรงงานหรือไซต์ก่อสร้างที่บ่งชี้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หรือพื้นที่ที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น ระวังวัสดุตกหล่น, ระวังสะดุด, ระวังไฟฟ้าแรงสูง หรือพื้นที่ที่มีรถเครนกำลังปฏิบัติงาน

สีน้ำเงิน = บังคับให้ปฏิบัติ

สีน้ำเงินให้ความรู้สึกถึงความสงบ ความเป็นระเบียบ และข้อบังคับ ในมาตรฐานความปลอดภัย สีน้ำเงินไม่ได้ใช้เพื่อเตือนอันตราย แต่ใช้เพื่อออกคำสั่งที่ “ต้องทำ” ดังนั้น จึงถูกนำมาใช้กับป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยที่มีความหมายสื่อถึงการบังคับให้ปฏิบัติ  เช่น ป้ายที่บังคับให้พนักงานหรือผู้ที่เข้ามาในพื้นที่ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล 

สีเขียว = สภาวะปลอดภัย / อุปกรณ์ช่วยเหลือ

สีเขียวเป็นสีที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผู้คนกำลังตื่นตระหนก สีเขียวจะทำหน้าที่นำทางไปสู่ความช่วยเหลือ ด้วยเหตุนี้จึงถูกนำมาใช้กับป้ายที่ระบุถึงสภาวะปลอดภัย เช่นป้ายบอกทางหนีไฟ, ป้ายจุดรวมพล รวมถึงใช้ระบุตำแหน่งของชุดปฐมพยาบาล, อ่างล้างตาฉุกเฉิน และฝักบัวฉุกเฉิน เป็นต้น

 

เครื่องหมายและสัญลักษณ์ความปลอดภัยมีหลากหลายประเภท

ประเภทและรูปทรงของสัญลักษณ์ความปลอดภัย

นอกจากรหัสสีแล้ว “รูปทรงเรขาคณิต” ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้สมองแยกแยะประเภทของป้ายได้อย่างรวดเร็ว แม้ผู้มองจะตาบอดสีก็ตาม การผสมผสานระหว่างสีและรูปทรงจึงเป็นหลักสากลที่วิศวกรความปลอดภัยใช้ในการออกแบบพื้นที่

1. สัญลักษณ์ห้าม 

  • รูปทรง : วงกลม พร้อมแถบขวางเฉียง 45 องศาจากซ้ายบนลงขวาล่าง
  • สี : ขอบและแถบขวางสีแดง พื้นสีขาว สัญลักษณ์ภาพสีดำอยู่ตรงกลาง และต้องไม่ถูกทับด้วยแถบขวางจนมองไม่ออก
  • ตัวอย่างในงานก่อสร้าง : ห้ามเดินลอดใต้ปั้นจั่น, ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่, ห้ามจุดประกายไฟ

2. สัญลักษณ์เตือน 

  • รูปทรง : สามเหลี่ยมด้านเท่า มุมแหลมชี้ขึ้นบน รูปทรงที่มีมุมแหลมมักกระตุ้นความรู้สึกตื่นตัวและอันตรายในเชิงจิตวิทยา
  • สี : ขอบสีดำ พื้นสีเหลือง สัญลักษณ์ภาพสีดำอยู่ตรงกลาง
  • ตัวอย่างในงานก่อสร้าง : ระวังอันตรายจากเครื่องจักรกลหนัก, ระวังสารเคมีกัดกร่อน, ระวังพื้นผิวไม่สม่ำเสมอ

3. สัญลักษณ์บังคับ 

  • รูปทรง : วงกลมทึบ วงกลมสื่อถึงความสมบูรณ์และกรอบข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อยกเว้น
  • สี : พื้นสีน้ำเงิน สัญลักษณ์ภาพสีขาวอยู่ตรงกลาง
  • ตัวอย่างในงานก่อสร้าง : ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันเสียง, ต้องสวมแว่นตานิรภัย, ต้องรัดสายรัดคางหมวกนิรภัย

4. สัญลักษณ์สภาวะปลอดภัย

  • รูปทรง : สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือ สี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปทรงที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและเป็นระเบียบ
  • สี : พื้นสีเขียว สัญลักษณ์ภาพสีขาวอยู่ตรงกลาง
  • ตัวอย่างในงานก่อสร้าง : ทางออกฉุกเฉิน, อุปกรณ์ปฐมพยาบาล, จุดล้างตาฉุกเฉิน

5. สัญลักษณ์อุปกรณ์ดับเพลิง 

  • รูปทรง : สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือ สี่เหลี่ยมผืนผ้า
  • สี : พื้นสีแดง สัญลักษณ์ภาพสีขาวอยู่ตรงกลาง
  • ตัวอย่างในงานก่อสร้าง : จุดติดตั้งถังดับเพลิง, โทรศัพท์แจ้งเหตุเพลิงไหม้

มาตรฐานสัญลักษณ์ความปลอดภัยในระดับสากล

เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการใช้งานและการตีความ ประเทศต่าง ๆ และองค์กรระดับโลกจึงได้กำหนดมาตรฐานกลางขึ้นมาควบคุมการออกแบบและการใช้งานเครื่องหมายและสัญลักษณ์ความปลอดภัยดังนี้

1. มาตรฐาน มอก. 635-2554 (TIS 635-2554)

เป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของประเทศไทย ที่อ้างอิงและปรับปรุงมาเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กำหนดเรื่องสี รูปแบบ และขนาดของเครื่องหมายปลอดภัยอย่างชัดเจน ไซต์งานก่อสร้างในไทยที่ได้มาตรฐานต้องยึดถือข้อกำหนดนี้เป็นหลัก เพื่อให้ผ่านการตรวจสอบจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

2. มาตรฐาน ISO 3864

เป็นมาตรฐานสากลที่ว่าด้วยหลักการออกแบบทางกราฟิกสำหรับเครื่องหมายความปลอดภัยและสีเพื่อความปลอดภัย มาตรฐานนี้ทำงานร่วมกับ ISO 7010 ซึ่งเป็นตัวกำหนดหน้าตาของสัญลักษณ์ภาพ เพื่อให้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะมาจากประเทศใด สามารถเข้าใจสัญลักษณ์บนป้ายได้ตรงกันโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวอักษร

3. มาตรฐาน ANSI Z535 

เป็นมาตรฐานที่ออกโดย American National Standards Institute แม้จะเป็นมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในคู่มือและบนตัวเครื่องจักรกลหนัก เครื่องมือช่าง และรถเครน มาตรฐาน ANSI จะโดดเด่นเรื่องการแบ่งระดับอันตรายด้วยคำสัญญาณ เช่น คำว่า DANGER (อันตรายสูงสุด-สีแดง), WARNING (คำเตือน-สีส้ม) และ CAUTION (ระวัง-สีเหลือง)

ป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยคือปราการด่านแรกในการสร้างความปลอดภัย

ประโยชน์ของการปฏิบัติตามสัญลักษณ์ความปลอดภัย

การติดตั้งและทำความเข้าใจป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยอย่างถูกต้อง ไม่ได้เป็นเพียงการทำตามหน้าที่ แต่มีประโยชน์ต่อการบริหารจัดการไซต์งานในหลากหลายมิติ ดังนี้ 

  • ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ : การเตือนภัยล่วงหน้าผ่านภาพและสี ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานประเมินความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมอันตรายได้ทันท่วงที ลดการบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิต
  • ก้าวข้ามกำแพงภาษา : ไซต์งานก่อสร้างในปัจจุบันมักประกอบด้วยแรงงานข้ามชาติหลากหลายสัญชาติ การใช้สัญลักษณ์ภาพ และสีตามมาตรฐานสากล จะทำหน้าที่เป็น “ภาษาสากล” ที่ทุกคนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องพึ่งพาทักษะการอ่านหนังสือ
  • สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐาน : การติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยอย่างถูกต้องช่วยให้โครงการก่อสร้างปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ป้องกันการถูกระงับการทำงานจากเจ้าหน้าที่รัฐ และปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กร

ปฏิบัติงานยกอย่างมั่นใจและปลอดภัย เลือกบริการเช่ารถเครนจาก EK CRANE

แม้สีและป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยจะเป็นด่านแรกในการสื่อสารเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในไซต์งาน แต่สำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างการเคลื่อนย้ายและยกวัสดุหนัก สิ่งที่จะการันตีความปลอดภัยได้ดีที่สุดคือ “เครื่องจักรที่สมบูรณ์” และ “ผู้ปฏิบัติงานที่ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด” โดยที่ EK CRANE เราคือผู้ให้เช่ารถเครนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก บริการเช่ารถเครนของเราจะไปพร้อมคนขับที่ผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยมาอย่างเข้มงวด เข้าใจทุกป้ายเตือนและสัญลักษณ์หน้างานเป็นอย่างดี พร้อมให้บริการด้วยรถเครนที่ผ่านการตรวจสภาพอย่างละเอียด (มีใบรับรอง ปจ.2) ตั้งแต่ขนาด 10 ตัน, 25 ตัน, 120 ตัน ไปจนถึง 550 ตัน ควบคู่ไปกับการดูแลโดยทีมวิศวกรผู้ออกแบบแผนการยกระดับมืออาชีพ 

ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษและแผนการเช่าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

แหล่งอ้างอิง

  1. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569. จาก https://www.supakornsafety.com/wp-content/uploads/2018/12/unlocked.pdf
  2. ISO 3864-1:2011. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569. จาก https://www.iso.org/standard/51021.html

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสีและป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง (FAQs)

Q: หากมีพนักงานที่ตาบอดสี จะสามารถเข้าใจป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยในไซต์งานได้อย่างไร ?

A: มาตรฐานสัญลักษณ์ความปลอดภัยระดับสากลถูกออกแบบมาให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องการมองเห็นสี โดยอาศัย “รูปทรงเรขาคณิต” เช่น สามเหลี่ยม วงกลม สี่เหลี่ยม และสัญลักษณ์ภาพที่มีความหมายชัดเจนมาเป็นตัวสื่อสารหลัก นอกจากนี้ยังมีการใช้ “สีตัด” เช่น ขาว-ดำ หรือ เหลือง-ดำ ที่มีค่าความต่างแสงสูง ทำให้ผู้ที่มีภาวะตาบอดสียังสามารถแยกแยะรูปทรงและรับรู้ถึงระดับความอันตรายหรือข้อบังคับของป้ายนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้อง

Q: ตำแหน่งและความสูงในการติดตั้งป้ายความปลอดภัยในไซต์งานที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ?

A: การติดตั้งป้ายควรคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์และทัศนวิสัย โดยทั่วไปควรติดตั้งในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจน ไม่มีสิ่งกีดขวาง และอยู่ในระดับสายตาของผู้ปฏิบัติงาน เช่น ประมาณ 1.5 – 1.7 เมตรจากพื้นดิน แต่หากเป็นป้ายทางออกฉุกเฉิน ป้ายบอกเส้นทางหนีไฟ หรือป้ายชี้ตำแหน่งอุปกรณ์ดับเพลิง ควรติดตั้งในตำแหน่งที่สูงกว่าระดับสายตา หรือประมาณ 2.0 – 2.5 เมตร เพื่อให้มองเห็นได้จากระยะไกล หรือยังสามารถสังเกตเห็นได้แม้ในช่วงเวลาที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมากหรือมีฝุ่นควันหนาแน่น

Q: บริษัทรับเหมาก่อสร้างสามารถออกแบบสัญลักษณ์ภาพบนป้ายความปลอดภัยใช้เองได้หรือไม่ ?

A: ไม่แนะนำให้คิดค้นหรือออกแบบสัญลักษณ์ภาพขึ้นมาใหม่เอง ควรเลือกใช้สัญลักษณ์ภาพที่อ้างอิงตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 7010 หรือ มาตรฐาน มอก. 635-2554 เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ผ่านการทดสอบความเข้าใจทางสติปัญญามาแล้วว่าบุคคลทั่วไปและแรงงานต่างชาติสามารถเข้าใจได้ตรงกัน การใช้สัญลักษณ์ที่ออกแบบเองอาจทำให้เกิดความสับสน ตีความผิดพลาด และนำไปสู่อุบัติเหตุ 

Q: ป้ายความปลอดภัยในไซต์งานก่อสร้างจำเป็นต้องใช้วัสดุสะท้อนแสงหรือเรืองแสงทุกป้ายหรือไม่ ?

A: ไม่จำเป็นต้องใช้กับทุกป้าย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและช่วงเวลาการทำงาน หากไซต์งานมีการทำงานในเวลากลางคืน หรือเป็นพื้นที่ปิดที่มีแสงสว่างน้อย เช่น อุโมงค์ ท่อ หรือชั้นใต้ดิน ควรใช้ป้ายประเภทสะท้อนแสงเพื่อให้สังเกตเห็นได้เมื่อแสงไฟจากหมวกนิรภัยหรือยานพาหนะส่องกระทบ ส่วนป้ายทางออกฉุกเฉินและป้ายอุปกรณ์ดับเพลิง มาตรฐานบังคับให้ใช้ป้ายแบบเรืองแสงหรือป้ายที่มีไฟส่องสว่างในตัว เพื่อให้นำทางได้ทันทีในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน