ใบตรวจเครน ปจ.1 ปจ.2 คืออะไร? สำคัญอย่างไรต่อการใช้งานปั้นจั่น

ปจ.1 ปจ.2

ปั้นจั่นทุกชนิดจำเป็นต้องตรวจสอบและผ่านการทดสอบตามข้อกำหนดของกฎหมายทั้ง ปจ.1 และ ปจ.2 เพื่อให้มั่นใจในด้านความปลอดภัยเมื่อนำมาใช้งาน อีกทั้งการตรวจเครนอย่างถูกต้องยังจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะในงานยกที่ต้องใช้มาตรฐานความปลอดภัยสูง หากองค์กรใดกำลังมองหาผู้ให้บริการรถเครนให้เช่า จำเป็นจะต้องพิจารณาในเรื่องของมาตรฐาน พร้อมมีทีมงานมืออาชีพคอยดำเนินงาน เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสร้างความต่อเนื่องของการทำงานในทุกขั้นตอน

ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมการก่อสร้าง การผลิต หรือไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งเครื่องจักร และการขนส่ง มักจะมีการใช้เครื่องจักรเป็นเครื่องทุ่นแรงและอำนวยความสะดวกที่สำคัญในการดำเนินงานอยู่เสมอ นอกจากจะช่วยลดการทำงานของคนลงได้แล้ว ยังสะดวก รวดเร็ว ประหยัดต้นทุนและมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้แรงงานคนด้วย หนึ่งในเครื่องจักรที่ใช้ทุ่นแรงนั้นก็คือ “ปั้นจั่น” อย่างไรก็ตาม นอกจากชื่อปั้นจั่นแล้ว หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ปจ.1 ปจ.2” ด้วยเช่นกัน แล้ว ปจ.1 ปจ.2 เกี่ยวข้องอะไรกับปั้นจั่น มีกี่ชนิด การตรวจเครนหรือปั้นจั่น ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง การทดสอบพิกัดการยกเป็นอย่างไร และความถี่ในการตรวจสอบให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดคือเท่าไร วันนี้ผมจึงมีข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ เพื่อไขคำตอบให้กับทุกคน

ปจ.1 vs ปจ.2 แตกต่างกันตรงไหน

ปั้นจั่นหรือเครน คือ เครื่องจักรกลที่ใช้สำหรับยกสิ่งของขึ้นลงตามแนวดิ่งและเคลื่อนย้ายสิ่งของเหล่านั้นในลักษณะแขวนลอยไปตามแนวราบ ปัจจุบันนิยมนำมาไว้ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก พวกโครงสร้างเพื่อประกอบ ติดตั้ง จัดเก็บเข้าชั้นเก็บสินค้าในคลังสินค้า เป็นต้น โดยปั้นจั่นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่และปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่

  1. ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ หมายถึง ปั้นจั่นที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ควบคุมและเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว โดยปั้นจั่นชนิดนี้มักติดตั้งอยู่บนหอสูง บนล้อเลื่อน หรือขาตั้ง
  2. ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ หมายถึง ปั้นจั่นที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ควบคุมและเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว ซึ่งปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่นั้นจะติดอยู่บนพาหนะที่สามารถขับเคลื่อนได้นั่นเอง

ปจ.1 ก็คือ ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ ยกตัวอย่างเช่น โอเวอร์เฮดเครน ทาวเวอร์เครน รอกยกสิ่งของ ลิฟต์ขนส่ง เป็นต้น

โดยกฎหมายระบุไว้ว่าต้องทำการ ตรวจ ปจ.1 ตามที่กฎหมายกำหนดและให้วิศวกรเซ็นรับรองความปลอดภัยตามแบบตรวจ ปจ.1 ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

overhead crane

ปจ.2 ก็คือ ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ได้ ยกตัวอย่างเช่น โมบายเครน รถบรรทุกติดเครน (รถเฮี๊ยบ), เรือติดเครน และเครื่องจักรอื่น ๆ ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ หรือติดตั้งอยู่บนพาหนะที่สามารถเคลื่อนที่ได้

ซึ่งปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ได้จะต้องได้รับการตรวจ ปจ.2 ตามกฎหมายกำหนดเช่นเดียวกันกับ ปจ.1 โดยความถี่ในการตรวจสอบสามารถดูได้จากเนื้อหาด้านล่าง

mobile crane

ทำไมต้องตรวจปั้นจั่นก่อนใช้งาน ?

  • เพื่อให้แน่ใจว่าปั้นจั่นจะสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย
  • เพื่อเตรียมความพร้อมของปั้นจั่นก่อนใช้งาน และป้องกันการเกิดความเสียหายระหว่างใช้งานปั้นจั่น
  • เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและข้อบกพร่องต่างๆในส่วนประกอบของปั้นจั่น
  • เพื่อปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกับปั้นจั่น
  • เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติงานกับปั้นจั่น

เพื่อให้การใช้งานปั้นจั่น หรือ เครน ให้ได้ประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด จึงได้มีการกำหนด “กฎหมายปั้นจั่น” หรือ “กฎกระทรวงปั้นจั่น” ให้ทุกอุตสาหกรรมที่มีการใช้งานเครื่องจักรชนิดนี้ได้ยึดเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยกฎหมายปั้นจั่นหรือกฎหมายเครนใหม่ล่าสุดที่อัปเดตในปี พ.ศ. 2564 ได้ระบุข้อกำหนดที่ว่าด้วยการทดสอบความปลอดภัยของปั้นจั่นไว้ดังนี้

น้ำหนักที่ใช้ในการทดสอบ ปจ.1 ปจ.2 เพื่อความปลอดภัยตามกฎหมาย

โดยวิศวกรต้องทดสอบการรับน้ำหนักของปั้นจั่น ตามอายุการใช้งาน แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. ปั้นจั่นใหม่
  • ขนาดไม่เกิน 20 ตัน ให้ทดสอบการรับน้ำหนักที่ 1 เท่า แต่ไม่เกิน 1.25 เท่า
  • ขนาดมากกว่า 20 ตัน แต่ไม่เกิน 50 ตัน ให้ทดสอบการรับน้ำหนักเพิ่มอีก 5 ตัน จากพิกัดยกอย่างปลอดภัย
  1. ปั้นจั่นที่ใช้งานแล้ว
  • ให้ทดสอบการรับน้ำหนักที่ 1.25 เท่าของน้ำหนักที่ใช้งานจริงสูงสุด โดยไม่เกินพิกัดยกอย่างปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตกำหนด
  • กรณีที่ปั้นจั่นไม่มีพิกัดยกอย่างปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตกำหนด ให้วิศวกรเป็นผู้กำหนดพิกัดยกในการทดสอบ

ความถี่ในการตรวจสภาพ ปจ.1 ปจ.2

นอกจากนั้นกฎหมายยังได้กำหนดความถี่ในการตรวจสอบปั้นจั่นไว้ดังนี้

  1. ปั้นจั่นที่ใช้ในงานก่อสร้าง
  • พิกัดยกอย่างปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่เกิน 3 ตัน ให้ทดสอบตามวาระทุก 6 เดือน
  • พิกัดยกอย่างปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตกำหนด มากกว่า 3 ตัน ให้ทดสอบตามวาระทุก 3 เดือน
  1. ปั้นจั่นที่ใช้ในงานอื่น ๆ
  • พิกัดยกอย่างปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตกำหนด ตั้งแต่ 1 ตัน ไม่เกิน 3 ตัน ให้ทดสอบตามวาระทุก 1 ปี
  • พิกัดยกอย่างปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตกำหนด มากกว่า 3 ตัน ไม่เกิน 50 ตัน ให้ทดสอบตามวาระทุก 6 เดือน
  • พิกัดยกอย่างปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตกำหนด มากกว่า 50 ตัน ให้ทดสอบตามวาระทุก 3 เดือน
  1. ปั้นจั่นที่ไม่มีพิกัดยกอย่างปลอดภัยตามที่ผู้ผลิตกำหนด ให้วิศวกรเป็นผู้กำหนดพิกัดยก
  2. ปั้นจั่นที่หยุดการใช้งานตั้งแต่ 6 เดือนหรือซ่อมแซมที่มีผลต่อความปลอดภัย ให้ทดสอบใหม่ก่อนการใช้งาน 

โดยเอกสารที่ใช้ในการตรวจสอบ จะใช้เป็นแบบที่ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแนะนำ ดังต่อไปนี้

  • แบบ ปจ.1 : รายการการตรวจสอบและทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์สำหรับปั้นจั่นเหนือศีรษะ ปั้นจั่นหอสูง และปั้นจั่นขาสูง (ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่)
  • แบบ ปจ.2 : รายการการตรวจสอบและทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์สำหรับรถปั้นจั่น และเรือปั้นจั่น (ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่)

สรุป

ปั้นจั่นทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่หรือปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ต้องได้รับการตรวจเครน และ ทดสอบเครน ตามข้อกำหนดของกฎหมาย โดยเมื่อปั้นจั่นได้รับการทดสอบแล้ว จะมีเอกสาร แบบ ปจ.1 และแบบ ปจ.2 เพื่อรับรองว่าปั้นจั่นนั้นผ่านการทดสอบเครนตามที่กฎหมายกำหนด มีความปลอดภัยพร้อมใช้งาน  และการใช้งานปั้นจั่นทั้งหมดต้องได้รับการควบคุมโดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ห้ามผู้ที่ไม่ผ่านการฝึกอบรมใช้งานโดยเด็ดขาด

หากคุณไม่อยากพลาดข่าวสาร และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เรามีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

หมวกนิรภัยมีกี่แบบ? ควรเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับงาน

หมวกนิรภัยมีกี่แบบ

หมวกนิรภัยมีกี่แบบ

หมวกนิรภัย หรือหมวกเซฟตี้ (Safety Helmet) คือ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment) หรืออุปกรณ์นิรภัยประเภทหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสวมใส่เพื่อป้องกันอันตรายหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับศีรษะในขณะทำงาน โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ก่อสร้าง และโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ จะต้องสวมใส่หมวกนิรภัยนี้ เพราะเป็นกฎข้อบังคับส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของกระทรวงแรงงาน นายจ้างหรือสถานประกอบการต้องจัดหาให้พนักงานได้สวมใส่หมวกนิรภัย รวมถึงผู้ที่ต้องทำงานบนที่สูง เช่น รุกขกร (หมอต้นไม้) ต้องสวมใส่หมวกหมวกนิรภัยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าหมวกนิรภัยถือเป็นอุปกรณ์หรือไอเท็มได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับสวมใส่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับศีรษะ (Head Protection) เพื่อให้ทุกคนได้รู้ข้อมูลของหมวกนิรภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หมวกนิรภัยมีกี่แบบ ประโยชน์ของการสวมใส่หมวกนิรภัยในสถานที่ทำงานเพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดกับศีรษะ รวมถึงความหมายของสีหมวกนิรภัยและการเลือกใช้หมวกนิรภัยให้เหมาะกับงาน

หมวกนิรภัย

ประเภทหมวกนิรภัย

ตามมาตรฐาน ANSI Z89.1-2003 แบ่งหมวกนิรภัยออกได้ตามลักษณะของการกันกระแทก และการกันไฟฟ้า โดยทั่วไป หมวกนิรภัยควรจะกันกระแทกได้ในแบบประเภท 1 หรือไม่ก็ประเภทที่ 2

  • หมวกนิรภัย ประเภทที่ 1 หมวกนิรภัยประเภทนี้จะถูกออกแบบให้สามารถกันกระแทกจากด้านบน แต่ไม่ได้ออกแบบสำหรับกันกระแทกจากด้านข้าง
  • หมวกนิรภัย ประเภทที่ 2 หมวกนิรภัยประเภทนี้จะถูกออกแบบให้สามารถกันกระแทกได้ทั้งจากด้านบนและด้านข้าง
  • หมวกนิรภัย ประเภทที่ E (Electrical) ดังนั้นหมวกนิรภัยประเภทนี้จึงออกแบบเพื่อให้สามารถกันไฟฟ้าแรงสูงได้ดี  โดยจะต้องผ่านการทดสอบการกันไฟฟ้าได้ที่ 20,000 โวลต์
  • หมวกนิรภัย ประเภทที่ G (General) หมวกนิรภัยประเภทนี้สามารถถูกใช้เพื่อช่วยลดอันตรายจากไฟฟ้าแรงต่ำได้ โดยหมวกนิรภัยประเภทนี้จะต้องผ่านการทดสอบการกันไฟฟ้าได้ที่ 2,200 โวลต์ 
  • หมวกนิรภัย ประเภทที่ C (Conductive) หมวกนิรภัยประเภทนี้ไม่กันไฟฟ้า และไม่มีการทดสอบการกันไฟฟ้า สามารถทนแรงกระแทกได้อย่างเดียว

ประโยชน์ของหมวกนิรภัย

ประโยชน์ของการสวมใส่หมวกนิรภัย มีดังนี้

  • ช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะ : หมวกนิรภัยเป็นหมวกที่มีลักษณะแข็ง (Hard Hat) ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ปฏิบัติงานในสถานที่เสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บทะลุศีรษะ (Injury Penetration) การบาดเจ็บจากกระแสไฟฟ้า (Electric Injury) และช่วยลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ จากวัตถุที่ร่วงหล่นหรือลอยมาโดนศีรษะ
  • ช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่เกิดจากการลื่นไถลหรือหกล้ม : การสวมใส่หมวกนิรภัยขณะทำงานในโรงงานผลิตสินค้าประเภทของเหลวจะช่วยลดการบาดเจ็บที่ศีรษะลง หากผู้ปฏิบัติงานลื่นล้มในสถานที่ทำงานเพราะเป็นสถานที่เปียก
  • ช่วยเพิ่มโอกาสรอดจากอุบัติเหตุ : ในขณะปฏิบัติงานอาจต้องเผชิญกับอุบัติเหตุ เช่น การเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบขนาดใหญ่ หรือเกิดข้อผิดพลาดในการดูแลชิ้นส่วนงานขนาดใหญ่และร่วงหล่นสู่พื้น ในกรณีเช่นนี้ หมวกนิรภัยจะช่วยลดการบาดเจ็บจากสถานการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยให้การมองเห็นผู้ปฏิบัติงานง่ายขึ้น : เนื่องจากหมวกนิรภัยมีหลายสีและเป็นสีที่สว่างสดใส ดังนั้น การสวมหมวกนิรภัยจะช่วยให้มองเห็นผู้ปฏิบัติงานรวมถึงผู้อื่นที่อยู่ในสถานที่ทำงานได้อย่างง่ายขึ้นทั้งในกลางวันและกลางคืน สีของหมวกนิรภัยยังช่วยแยกว่าใครเป็นใครในสถานที่ทำงาน เช่น ผู้มาเยี่ยมชม (Visitors) ผู้บริหารหรือวิศวกร เป็นต้น
  • ช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดด : สำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้ง เช่น ไซต์ก่อสร้างต่าง ๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องเผชิญกับแสงแดดในช่วงกลางวัน การสวมใส่หมวกนิรภัยจะช่วยป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายกับร่างกายได้ และยังช่วยลดโอกาสการเกิดโรคลมแดด (Heatstroke) หรืออาการอ่อนเพลียได้ (Fatigue)
หมวกนิรภัย

ความหมายของสีหมวกนิรภัย

มาพูดถึงความหมายของสีหมวกนิรภัยที่พบบ่อยที่สุด โดยหมวกนิรภัยมีสีสันมากมายหลากหลายเต็มไปหมด แต่ละสีมีความหมายยังไงบ้าง แต่ละสีมักแสดงถึงที่มาของผู้ผลิตหรือการใช้ที่แตกต่างกันออกไป

สามารถบอกถึงตำแหน่ง หน้าที่ ดังนี้

  • หมวกนิรภัยสีเหลือง สำหรับพนักงานทั่วไป
  • หมวกนิรภัยสีขาว สำหรับผู้จัดการ ผู้บริหาร วิศวกร หัวหน้างาน และผู้เยี่ยมชม
  • หมวกนิรภัยสีน้ำเงิน สำหรับช่างไฟฟ้า ช่างไม้ และเจ้าหน้าที่เทคนิคอื่น ๆ
  • หมวกนิรภัยสีเขียว สำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย จป.วิชาชีพ เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงาน คปอ.
  • หมวกนิรภัยสีส้มหรือสีน้ำตาล สำหรับช่างซ่อมบำรุงทั่วไป ผู้ส่งสัญญาณปั้นจั่น ทีมช่วยเหลือ หรือ เจ้าหน้าที่จราจร
  • หมวกนิรภัยสีแดง สำหรับเจ้าหน้าที่งานดับเพลิง ช่างเชื่อม และการทำงานที่เกี่ยวกับความร้อน

หมวกนิรภัยสีเทา บางโรงงานหรือองค์กรนำมาใช้สำหรับผู้เข้าเยี่ยมชมไซต์งาน

วิธีเลือกใช้หมวกนิรภัยให้เหมาะกับการทำงาน

พบกับ 6 วิธี ในการเลือกใช้หมวกนิรภัยให้เหมาะสมกับการทำงาน ซึ่งอุปกรณ์เซฟตี้ชิ้นนี้ถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับพนักงานในการปฏิบัติงาน 6 วิธีดังกล่าวคือ

  1. เลือกใช้หมวกนิรภัยให้เหมาะกับลักษณะงาน เช่น งานก่อสร้าง ต้องใช้หมวกนิรภัยที่มีความแข็งแรงทนแรงกระแทกระดับหนึ่ง
  2. หมวกนิรภัยต้องได้มาตรฐานรับรองผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.368-2554) หรือ NSI Z98.1-2003 และเป็นไปตามข้อกำหนดของสถาบันที่น่าเชื่อถือ
  3. เลือกใช้หมวกนิรภัยที่มีขนาดเหมาะกับศีรษะของผู้สวมใส่ เพื่อไม่ให้คับเกินไป และต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน
  4. หมวกนิรภัยต้องมีสีสันที่เด่นชัด มีน้ำหนักเบา หาซื้อได้ง่ายในราคาที่เหมาะสม
  5. วิธีการใช้งานหมวกนิรภัยต้องง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
  6. ควรมีการเปลี่ยนหมวกนิรภัยใหม่ หากมีรอยร้าวจากการได้รับการกระแทกมาแล้ว หรือการสัมผัสกับอากาศที่เป็นพิษ

สรุป

หมวกนิรภัยเป็นอุปกรณ์หรือไอเท็มสำหรับความปลอดภัยที่ปกป้องอันตราย อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บที่ศีรษะของมนุษย์ อันเนื่องมาจากการทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยง เช่น ไซต์ก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น เพราะอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บที่ศีรษะ คือ สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตหรือความพิการที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงานมากที่สุด ดังนั้น นายจ้างหรือผู้ที่รับผิดชอบดูแลสวัสดิภาพของพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษนั่นเอง

เอกเครน โลจิสติกส์ เราเป็นผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาด ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

Kaizen คืออะไร? ส่งผลดีอย่างไรต่อความปลอดภัยในการทำงาน

kaizen คือ

ในโลกของธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา แทบจะไม่มีให้เวลาให้เหล่าผู้บริหารหยุดคิด หากลยุทธ์ หรือ แนวทางการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมาช่วยเพิ่มคุณภาพในการทำงานได้เลย เพราะถ้าคุณช้ากว่าคู่แข่งแค่เพียงหนึ่งก้าว นั้นหมายความว่าลูกค้าคุณอาจจะถูกแย่งไปด้วย และแนวคิดแบบ Kaizen คือ หนึ่งในกลยุทธ์ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการธุรกิจของคุณดียิ่งขึ้น 

แล้วแนวทางการบริหารแบบ Kaizen คืออะไรกันล่ะ ? วันนี้ผมจะช่วยไขข้อสงสัยให้กับทุกคนเองครับ ว่า กลยุทธ์การบริหารจัดการแบบ Kaizen คืออะไร แล้วมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร 

การวางกลยุทธ์แบบ Kaizen คือ

Kaizen มาจากภาษาญี่ปุ่นครับ โดย Kai หมายถึง การเปลี่ยนแปลง ส่วน Zen มีความหมายว่า ดี  เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกัน Kaizen จึงหมายถึง การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม 

ในภาคอุตสาหกรรม Kaizen (ไคเซน) คือ การบริหารจัดการที่เน้นให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับปรุงวิธีดำเนินการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการผลิตให้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการพัฒนาวิธีดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดยเน้นให้การทำงานน้อยลงแต่ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานทุกคน 

และแนวคิดแบบ Kaizen เชื่อว่าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องอาศัยการสังเกตจากคนที่ปฏิบัติงานจริงจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 

กลยุทธ์หลักของ Kaizen

แนวคิดการบริหารจัดการแบบ Kaizen

กลยุทธ์หลักของ Kaizen สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลยุทธ์ใหญ่ ๆ  ได้แก่ 

  1. รายการตรวจสอบ 3 Mu’s

3 Mu’s ของ Kaizen คือ ระบบตรวจสอบที่จะช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานช่วยกันแก้ไขปัญหาที่พบ โดย 3 Mu’s ประกอบไปด้วย ความสูญเปล่า (Muda) , ความแตกต่างขัดแย้งกัน (Mura) และ ความดึง (Muri) ซึ่งจะนำเอา 3 Mu’s ทั้ง 3 มาพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา 

  1. หลักการ 5ส 

หลักการ 5ส ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่พบได้มากในวงการอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมก่อสร้าง และโรงพยาบาล โดยหัวใจหลักของหลัก 5ส คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ข้อ ได้แก่ สะอาด (Seisou) , สะสาง (Seiri) , สะดวก (Seition) , สุขลักษณะ (Seiketsu) และ สร้างนิสัย (Shitsuke) 

  1. หลักการ 5W 1H

หลักการ 5W 1H คือ ระบบชุดคำถามเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดในการทำการตลาดเพื่อระบุลักษณะที่แท้จริงของปัญหาและพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจวางแผนการตลาดแม่นยำมากยิ่งขึ้น 

โดยประกอบไปด้วย กลุ่มเป้าหมายคือใคร (Who) , อะไรคือสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ (What) , เมื่อที่ลูกค้าต้องการผลิตภัณฑ์หรือบริการ (When) , กลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ไหน (Where) , ทำไมกลุ่มเป้าหมายต้องซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Why) และ ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (How) 

  1. รายการตรวจสอบ 4M 

รายการตรวจสอบ 4M คือ การควบคุมการผลิตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการให้แก่ลูกค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้รายการตรวจสอบ 4M จะประกอบไปด้วย การบริหารจัดการการใช้วัสดุดิบให้สูญเสียน้อยที่สุด (Meterial) , การจัดสรรบุคลากรที่มีทักษะเหมาะสมกับลักษณะงานที่ทำ (Man) , การจัดหาวัสดุ เครื่องจักร และสถานที่ที่เอื้อต่อการทำงาน (Machine) และ การเลือกวิธีปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ (Method) 

4 เทคนิคที่จะช่วยให้การวางกลยุทธ์ Kaizen ประสบความสำเร็จ

หลังจากที่ทุกคนเข้าใจแล้วว่าแนวคิด Kaizen คืออะไร มาลองดูเทคนิคที่จะช่วยให้การวางกลยุทธ์ Kaizen ประสบความสำเร็จกันดีกว่าครับ 

  1. ผู้บริหารหรือหัวหน้าจำเป็นที่ต้องการมีการแจ้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำกลยุทธ์ Kaizen มาใช้ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพียงเป้าหมายขององค์กรหรือบริษัท แต่เป็นเป้าหมายของเราทุกคนที่จะช่วยกันให้ประสบความสำเร็จ 
  2. จัดสรรให้พื้นที่ให้พนักงานทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นและพูดถึงปัญหาได้อย่างตรงไป ตรงมา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด 
  3. มีการให้รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานทุกคนอยากมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
  4. ต้องมีการติดตามผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอและต้องนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ต่อเพื่อปรับปรุงและพัฒนา 

สรุป

กลยุทธ์การบริหารแบบ Kaizen คือ การให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในแสดงความคิดเห็นเพื่อแจ้งปัญหาที่พบ รวมไปถึงการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกคน โดยคาดหวังให้พนักงานทำงานน้อยลง เหนื่อยลงน้อย แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม 

ซึ่งในปัจจุบันกลยุทธ์การบริหารแบบ Kaizen ไม่ได้เป็นที่นิยมในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงงานผลิต หรือ โรงพยาบาล เท่านั้น แต่ยังมีหลาย ๆ องค์กรที่นำกลยุทธ์ Kaizen ไปใช้และได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด ทั้งนี้ทุกคนสามารถนำกลยุทธ์ Kaizen ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรหรือบริษัทของคุณได้

สุดท้ายนี้หากคุณไม่อยากพลาดข่าวสาร และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง สามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ และสำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนทุกประเภท เอกเครน โลจิสติกส์ เราเป็นผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาด ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

รู้จัก การยศาสตร์ (ERGONOMIC) เพื่อลดการบาดเจ็บและเสริมประสิทธิภาพการทำงาน

อาการเจ็บป่วยที่คนวัยทำงานเป็นกันมากขึ้นในทุกวันนี้ คือความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก โดยเฉพาะพนักงานในโรงงาน และพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ นอกจากเป็นเพราะท่าทางของเราในระหว่างที่ทำงาน เช่น นั่งทำงานผิดท่า หรือโหมใช้งานร่างกายหนักเกินไปและยังเป็นเพราะการออกแบบสภาพแวดล้อมในการทำงานนั้น ไม่เป็นไปตามหลัก Ergonomics หรือไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของคนเราอีกด้วย นั่นทำให้คำว่า Ergonomics หรือ การยศาสตร์ กลายเป็นสิ่งที่คนพูดถึงมากขึ้น ดังนั้น บทความนี้จึงเชิญชวนให้มาทำความรู้จักกับ Ergonomics หรือ การยศาสตร์ ว่าคืออะไร และจะลดความเสี่ยงในการทำงานได้อย่างไร เพื่อให้คนในองค์กรได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและมีความสุขไปกับการทำงานนั่นเอง

Ergonomics

การยศาสตร์ คือ 

การยศาสตร์ หรือ Ergonomics มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก โดยคำว่า Ergon หมายถึง งาน และคำว่า Nomos หมายถึง กฎตามธรรมชาติ (Natural Laws) เมื่อนำมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า “Laws of Work” หรือที่แปลว่า “ศาสตร์แห่งการทำงาน” โดยเป็นศาสตร์ที่ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างงาน คนทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน จนกลายเป็นการออกแบบวิธีการทำงานที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอันตรายต่อคนทำงานน้อยที่สุด 

โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 

  1. ลดข้อผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน 
  2. เพิ่มความปลอดภัย ลดความเหนื่อยล้าและความเครียด เพิ่มความสะดวกสบาย รวมถึงการเพิ่ม ความพึงพอใจในงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน 

การยศาสตร์ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ 

การยศาสตร์เป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้หลักการทางด้านสรีรวิทยา กายวิภาคศาสตร์และจิตวิทยา เพื่อขจัดสิ่งที่อาจเป็นเหตุที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความไม่สะดวกสบาย ปวดเมื่อย หรือมีสุขภาพอนามัยที่ไม่ดีเนื่องจากการที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ การยศาสตร์จึงสามารถนำไปใช้ในการป้องกันมิให้มีการออกแบบงานที่ไม่เหมาะสมที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน โดยให้มีการนำการยศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบงาน เครื่องมือ หรือหน่วยที่ทำงาน ยกตัวอย่างเช่น เลือกใช้โต๊ะที่ปรับระดับความสูงต่ำได้ เพราะผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนมีความสูงที่แตกต่างกัน และการจัดตำแหน่งของโต๊ะทำงานต้องเหมาะสมกับลักษณะงานของแต่ละฝ่าย เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างสะดวก และเพื่อป้องกันอาการเมื่อยล้าจากการทำงานด้วยท่าทางที่ไม่ถนัด หรือการเลือกเก้าอี้ที่ใช้ในการทำงาน ควรจะเป็นเก้าอี้ที่มีพนักพิง และอาจมีเบาะรองนั่งให้ผู้ปฏิบัติงานตามความเหมาะสมนั่นเอง 

จากข้างต้นองค์ประกอบของการยศาสตร์ สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 3 กลุ่มได้แก่

1. สรีรวิทยา

เป็นการศึกษาขนาดของมนุษย์ โดยมุ่งพิจารณาถึงปัญหาที่อาจเกิดจากขนาดของคน รูปร่างของคน และท่าทางหรืออิริยาบถการทำงานของคน นอกจากนี้ยังสำรวจ ชีวกลศาสตร์ ที่ศึกษาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้แรงในระหว่างการทำงานของคนด้วย

2. กายวิภาคศาสตร์

เป็นการศึกษาและพิจารณาถึงการใช้พลังงานในขณะทำงาน ถ้าหากงานนั้นเป็นงานหนัก พลังงานที่ต้องใช้ไปก็ต้องมากซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เป็นต้น รวมไปถึงการศึกษาสรีรวิทยาสิ่งแวดล้อม มุ่งพิจารณาถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เช่น ความร้อน แสง เสียง ความสั่นสะเทือน เป็นต้น

3. จิตวิทยา

ในกลุ่มนี้จะกล่าวถึงความชำนาญที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในลักษณะงานของบุคคล ว่าควรจะทำงานอะไร และทำอย่างไร ตลอดจนการตัดสินใจในการทำงานนั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ซึ่งนอกจากจะเกิดความเสียหายต่อการผลิตแล้วนั้น อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

ท่านั่งที่ถูกต้อง

ประโยชน์ของการนำการยศาสตร์มาใช้ในที่ทำงาน

  1. ลดต้นทุน

ค่าใช้จ่ายทางการรักษาพยาบาล ค่าชดเชย ค่าแรง เป็นต้น

  1. เพิ่มผลผลิต

เมื่อมีการปรับปรุงในสายการผลิต  ผู้ปฏิบัติงานมีท่าทางที่ดี ออกแรงหรือเคลื่อนไหวน้อย ปรับความสูงและระยะเอื้อมได้ดีขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานให้เพิ่มมากขึ้น

  1. ปรับปรุงคุณภาพ

หากผู้ปฏิบัติงานเจ็บป่วย เหนื่อยล้า หรือท้อแท้กับการทำงาน สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ปฏิบัติงานได้ ซึ่งส่งผลให้การทำงานออกมาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

  1. เพิ่มการมีส่วนร่วมของบุคลากร

เมื่อองค์กรใดที่พยายามอย่างเต็มที่ที่จะพัฒนาองค์กรเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานของพวกเขามีสุขภาพและความปลอดภัย พนักงานในบริษัทมีแนวโน้มที่จะให้ความร่วมมือและแจ้งให้ทราบหากพวกเขารู้สึกเหนื่อยล้าและไม่สบายตัวระหว่างทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้องค์กรจะสามารถลดอัตราการลาออก ลดการขาดงาน เพิ่มขวัญกำลังใจ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงาน

  1. สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

การนำหลักการยศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในองค์กรแสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพเป็นค่านิยมหลัก การสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานจะนำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมในทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับองค์กรของคุณเป็นอย่างแน่นอน

สรุป

การยศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งหากได้มีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถนำไปสู่การปรับปรุงสภาพการทำงาน โดยให้มีการออกแบบงานที่จะต้องปฏิบัติ กำหนดรายละเอียดของเนื้องาน วิธีการจับถือและการใช้อุปกรณ์การติดตั้งอุปกรณ์ ฯลฯ อย่างเหมาะสม การปฏิบัติตามหลักการยศาสตร์ จะสามารถช่วยป้องกันการบาดเจ็บและการเจ็บป่วยทั้งต่อร่างกายหรือจิตใจ ที่มีสาเหตุจากการไม่ได้นำหลักการยศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในสถานที่ทำงาน และการดำเนินการปรับปรุงทางด้านการยศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนแต่ประการใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน พนักงาน และฝ่ายบริหาร ควรที่จะร่วมมือกันในการดำเนินการค้นหาปัญหา ประเมินปัญหาเพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ถูกต้อง

หากคุณไม่อยากพลาดข่าวสาร และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เรามีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

เลือกเข็มขัดนิรภัยอย่างไรให้ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยสูงสุด ?

safety harness คือ

Key takeaway
เข็มขัดนิรภัยถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน สวมใส่ให้กระชับพอดี และตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูงเหล่านี้ ควบคู่กับการเลือกใช้บริการรถเครนพร้อมคนขับที่เชี่ยวชาญและผ่านการอบรมด้านความปลอดภัย จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งานของคุณ ป้องกันความสูญเสีย และสนับสนุนให้ทุกโครงการก่อสร้างสำเร็จลุล่วงได้อย่างราบรื่นที่สุด

Table of Contents

ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและงานวิศวกรรมขนาดใหญ่ “ความสูง” ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญในทุกวัน สถิติอุบัติเหตุจากการพลัดตกจากที่สูงยังคงเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินในไซต์งาน ดังนั้น การวางรากฐานด้านระบบความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยหนึ่งในอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ที่เปรียบเสมือนปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องผู้ปฏิบัติงานก็คือ “เข็มขัดนิรภัย”

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงความสำคัญ ประเภท และเทคนิคการเลือกใช้งานเข็มขัดนิรภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เข็มขัดนิรภัย (Safety Harness) คืออะไร ?

เข็มขัดนิรภัย หรือ Safety Harness คืออุปกรณ์ป้องกันการพลัดตกจากที่สูงที่ถูกออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อใช้รัดกับร่างกายของผู้ปฏิบัติงานและเชื่อมต่อเข้ากับจุดยึด ที่มั่นคงแข็งแรงผ่านสายช่วยชีวิต 

กลไกการทำงานของเข็มขัดนิรภัยไม่ได้มีไว้เพื่อ “ป้องกันไม่ให้ตกลงมา” เสมอไป แต่หน้าที่หลักของระบบยับยั้งการตกคือ “การลดความเสี่ยงการบาดเจ็บรุนแรง” เมื่อเกิดการพลัดตกขึ้น อุปกรณ์จะทำหน้าที่กระจายแรงกระชากที่เกิดจากการตกไปสู่ส่วนที่แข็งแรงที่สุดของร่างกาย ได้แก่ ต้นขา ก้นกบ เอว หน้าอก และหัวไหล่ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถถูกแขวนลอยอยู่กลางอากาศได้อย่างปลอดภัย ลดความบอบช้ำของอวัยวะภายใน และรอคอยการช่วยเหลือต่อไปได้อย่างทันท่วงที

ทำไมเข็มขัดนิรภัยถึงสำคัญในงานก่อสร้าง ?

  • ปกป้องชีวิตและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ : สำหรับการทำงานบนที่สูง การก้าวพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงชีวิต เข็มขัดนิรภัยจึงถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานร่วงกระทบพื้นอย่างรุนแรง
  • การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐาน HSE : ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและการทำงานบนที่สูง โดยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า นายจ้างต้องจัดหาอุปกรณ์ป้องกันการตกให้ลูกจ้าง การละเลยไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลถึงการถูกระงับการก่อสร้างและต่อชื่อเสียงของบริษัท
  • เสริมสร้างความมั่นใจและประสิทธิภาพในการทำงาน : สภาพจิตใจมีผลโดยตรงต่อคุณภาพงาน เมื่อผู้ปฏิบัติงานรู้ว่าตนเองมีระบบป้องกันที่ปลอดภัย พวกเขาจะสามารถโฟกัสกับเนื้องานตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ 
  • ลดความสูญเสียด้านงบประมาณ : อุบัติเหตุแต่ละครั้งนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชย การหยุดชะงักของงาน และเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น การลงทุนกับเข็มขัดนิรภัยที่ได้มาตรฐานจึงคุ้มค่ากว่าการตามแก้ปัญหาเมื่อมีการสูญเสียเกิดขึ้น 

ประเภทของเข็มขัดนิรภัย (Safety Harness)

การเลือกใช้เข็มขัดนิรภัยผิดประเภทอาจเป็นอันตรายร้ายแรงไม่แพ้การไม่สวมใส่เลย ดังนั้น ทั้งเจ้าของโครงการ รวมถึงผู้ปฏิบัติงาน จึงควรทราบว่าประเภทของ Safety Harness มีอะไรบ้าง โดยในปัจจุบัน  เข็มขัดนิรภัยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักตามลักษณะการใช้งาน ดังนี้

1. เข็มขัดนิรภัยแบบรัดตัว (Body Belts)

  • ลักษณะ : เป็นสายรัดเพียงเส้นเดียวที่ใช้รัดรอบเอว
  • การใช้งาน : เหมาะกับงานเบา งานที่ต้องการจำกัดพื้นที่การทำงานเพื่อไม่ให้เดินไปถึงจุดที่อาจตกได้ หรือใช้เป็นจุดยึดเสริมเพื่อจัดท่าทางการทำงาน เพื่อให้สามารถใช้มือทั้งสองข้างทำงานได้อย่างสะดวก
  • ข้อควรระวัง : ห้ามใช้ในระบบยับยั้งการพลัดตกเด็ดขาด เพราะหากเกิดการพลัดตก แรงกระชากจะรวมอยู่ที่เอวและกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตได้

2.เข็มขัดนิรภัยแบบเบาะนั่ง (Seat Harnesses)

  • ลักษณะ : คล้ายกับสายรัดของนักปีนเขา มีเบาะรองนั่งและสายรัดรอบต้นขาและเอว
  • การใช้งาน : เพิ่มความสบายเมื่อต้องถูกแขวนลอยอยู่บนที่สูงเป็นเวลานาน เหมาะสำหรับงานทำความสะอาดกระจกตึกสูง งานทาสี หรือภารกิจกู้ภัยในแนวดิ่ง
  • ข้อควรระวัง : ไม่เหมาะกับงานที่ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสตกในลักษณะตีลังกา หรือตกในสภาวะที่ควบคุมทิศทางไม่ได้

3. เข็มขัดนิรภัยหน้าอก (Chest Harnesses)

  • ลักษณะ : เป็นสายรัดรอบหน้าอกและไหล่
  • การใช้งาน : เพิ่มความมั่นคงและป้องกันตัวโคลงเคลง มักใช้ควบคู่กับงานในพื้นที่อับอากาศ เช่น การหย่อนตัวลงไปในแทงก์น้ำ หรือไซโล โดยใช้เพื่อการดึงตัวผู้ปฏิบัติงานขึ้นมาในแนวดิ่ง
  • ข้อควรระวัง : ไม่สามารถใช้รับแรงกระชากจากการพลัดตกในแนวดิ่งที่มีระยะทางยาวได้ เพราะอาจทำให้ผู้สวมใส่หลุดออกจากสายรัด หรือได้รับบาดเจ็บที่ซี่โครง

4. เข็มขัดนิรภัยแบบเต็มตัว (Full Body Harnesses)

  • ลักษณะ : ครอบคลุมทั้งตัว ตั้งแต่หัวไหล่ หน้าอก เอว ไปจนถึงต้นขา มีจุดเชื่อมต่อบริเวณด้านหลังเป็นมาตรฐาน และอาจมีจุดเชื่อมต่อด้านหน้าหรือด้านข้างเพิ่มเติม
  • การใช้งาน : ถือเป็นมาตรฐานสูงสุดสำหรับการทำงานบนที่สูง เหมาะกับงานก่อสร้าง งานประกอบเครน หรือพื้นที่เสี่ยงทุกรูปแบบ ช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกระแทกไปยังส่วนที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • ข้อควรระวัง : ต้องสวมใส่ให้กระชับและถูกวิธี หากหลวมเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่บริเวณขาหนีบขณะเกิดการกระชากได้

ผู้ปฏิบัติงานกำลังคล้องสายเข็มขัดนิรภัยเข้ากับราวเหล็ก

5 เทคนิคเลือกเข็มขัดนิรภัยให้เหมาะกับการใช้งาน

นอกจากการทราบว่าประเภทของ Safety Harness มีอะไรบ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบป้องกันการตกจากที่สูงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นี่คือ 5 เช็กลิสต์สำคัญสำหรับผู้รับเหมาและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการเลือกซื้อและนำอุปกรณ์ไปใช้งานจริง

1. เลือกชนิดเข็มขัดให้ตรงกับลักษณะงานและความสูง

ประเมินสภาพแวดล้อมก่อนเสมอ โดยหากเป็นการทำงานบนโครงสร้างเหล็ก หรือประกอบชิ้นส่วนร่วมกับรถเครนที่เสี่ยงต่อการพลัดตกอย่างอิสระ ต้องเลือกใช้ เข็มขัดนิรภัยแบบเต็มตัวเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องคำนวณระยะการตกที่ปลอดภัยเพื่อเลือกความยาวของสายช่วยชีวิต และอุปกรณ์ดูดซับแรงกระแทกให้สัมพันธ์กัน ไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานตกลงมากระแทกพื้นก่อนที่สายรัดจะกระตุก

2. ตรวจสอบวัสดุและความทนทานของสายรัดและตะขอ

สภาพแวดล้อมในไซต์งานมีความสมบุกสมบันสูง วัสดุที่นำมาผลิตสายรัดควรทำจากโพลีเอสเตอร์ หรือไนลอนที่ทนทานต่อแรงดึง ทนต่อรังสี UV และสารเคมีบางชนิด ส่วนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น หัวเข็มขัด ห่วง D-Ring และตะขอสแนปต้องทำจากเหล็กกล้าขึ้นรูปหรืออะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่ทนทานต่อการเกิดสนิม และต้องเป็นระบบล็อกอัตโนมัติเพื่อป้องกันการหลุดโดยไม่ตั้งใจ

3. เลือกขนาดให้พอดีร่างกาย สวมใส่สบายไม่บีบรัด

เข็มขัดนิรภัยที่ดีต้องสามารถปรับขนาดได้เพื่อให้เข้ากับสรีระของผู้ใช้งานแต่ละคน การสวมใส่ที่ถูกต้องคือสายรัดต้นขาและหน้าอกต้องสอดนิ้วเข้าไปได้เพียงในลักษณะแบนราบ ไม่หลวมจนดึงออกได้ และไม่แน่นจนเลือดไม่ไหลเวียน เพราะหากสายรัดหลวมเกินไป เมื่อเกิดการตก ผู้ใช้งานอาจหลุดออกจากชุด หรือจุดรับน้ำหนักอาจเลื่อนไปรัดอวัยวะที่บอบบางจนเกิดอันตราย

4. มองหาเข็มขัดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยรับรอง เช่น ANSI หรือ CE

ห้ามใช้เข็มขัดนิรภัยที่ไม่ระบุแหล่งที่มาหรือไม่มีมาตรฐานรับรองเด็ดขาด อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องผ่านการทดสอบทางวิศวกรรม โดยมองหาสัญลักษณ์มาตรฐานสากลบนป้ายแท็กของอุปกรณ์ เช่น

  • มาตรฐานอเมริกา : ANSI Z359.11 หรือ OSHA
  • มาตรฐานยุโรป : EN 361 หรือมาตรฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เชื่อมต่อ ป้ายแท็กเหล่านี้ต้องระบุปีที่ผลิต ขีดจำกัดการรับน้ำหนัก และหมายเลขซีเรียลอย่างชัดเจน

5. ตรวจสอบอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนทันทีหากมีความเสียหาย

โดยทั่วไป อุปกรณ์เซฟตี้จะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปีนับจากวันผลิต ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตด้วย อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบก่อนการใช้งานเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานต้องทำทุกวัน โดยควรมองหารอยขาด รอยไหม้ รอยหลุดลุ่ยของเส้นด้าย การเปลี่ยนรูป หรือรอยร้าวบนชิ้นส่วนโลหะ ซึ่งกฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือ หากเข็มขัดนิรภัยชุดนั้นเคยผ่านการรับแรงกระชากจากการพลัดตกมาแล้วแม้แต่ครั้งเดียว ต้องปลดประจำการและทำลายทิ้งทันที ห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำโดยเด็ดขาด

ยกระดับความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง ด้วยบริการรถเครนพร้อมคนขับจาก EK CRANE

การเตรียมพร้อมด้วยเข็มขัดนิรภัยที่ได้มาตรฐานคือด่านแรกของการป้องกันอันตรายจากการทำงานบนที่สูง อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในไซต์งานก็คือเครื่องจักรที่ได้มาตรฐานและทีมปฏิบัติงานที่เชี่ยวชาญ โดยหากโครงการของคุณต้องการความมั่นใจในทุกขั้นตอนการยกย้ายวัสดุหนัก EK CRANE ในฐานะผู้นำบริการให้เช่ารถเครนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมให้บริการเช่ารถเครนพร้อมคนขับมืออาชีพในราคาที่ตอบโจทย์งบประมาณ

  • เครื่องจักรและทีมงานพร้อมปฏิบัติงาน : รถเครนทุกคันผ่านการตรวจสภาพ (ปจ.2) อย่างเคร่งครัด ควบคุมโดยพนักงานขับรถและผู้บังคับปั้นจั่นที่มีใบอนุญาต และผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยมาอย่างเข้มข้น
  • บริการเช่ารถเครนหลากหลายขนาด : ตอบโจทย์ทุกความสูงและน้ำหนักของหน้างาน ไม่ว่าจะเป็นงานประกอบโครงสร้างเหล็ก หรืองานยกวัสดุก่อสร้าง ด้วยเครนขนาดตั้งแต่ 10 ตัน ไปจนถึง 550 ตัน มีให้บริการทั้งแบบรายวันและรายเดือน
  • บริการครอบคลุมทุกรูปแบบ : รองรับตั้งแต่งานก่อสร้างทั่วไป งานติดตั้งเครื่องจักรในโรงงาน ไปจนถึงโปรเจกต์ขนาดใหญ่ระดับชาติ
  • วางแผนการยกอย่างปลอดภัย : มีทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญช่วยคำนวณและวางแผนการยกวัสดุอย่างรัดกุม เพื่อปิดความเสี่ยงในการทำงานบนพื้นที่สูงและผลักดันให้ไซต์งานมีอุบัติเหตุเป็นศูนย์ 

สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยขั้นสุด พร้อมขับเคลื่อนโครงการของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมาย ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาและเลือกใช้รถเครนที่เหมาะสมกับหน้างานของคุณ

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

แหล่งอ้างอิง

  1. Harness Inspection . สืบค้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569. จาก https://www.osha.gov/sites/default/files/2018-12/fy15_sh-27664-sh5_Lifeline_Harness_Inspection_Guide.pdf 
  2. กฎกระทรวงอันตรายการตกจากที่สูง พ.ศ.2564. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569. จาก https://www.pdsthailand.com/brochure/download29.php 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเข็มขัดนิรภัยและการทำงานบนที่สูง (FAQs)

Q: เข็มขัดนิรภัยมีอายุการใช้งานกี่ปี ?

A: อายุการใช้งานของเข็มขัดนิรภัยโดยทั่วไปอยู่ที่ 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หรือตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือของบริษัทผู้ผลิต อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงานและการดูแลรักษา หากพบความชำรุดเสียหายจากการตรวจสอบก่อนการใช้งาน ต้องระงับการใช้งานและเปลี่ยนใหม่ทันทีแม้จะยังไม่ถึงกำหนดอายุการใช้งานก็ตาม

Q: หากเข็มขัดนิรภัยเคยรับแรงกระชากจากการพลัดตกแล้ว สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือไม่ ?

A: ไม่ได้โดยเด็ดขาด หากเข็มขัดนิรภัย สายช่วยชีวิตหรืออุปกรณ์กันตกใด ๆ เคยผ่านการยับยั้งการตกมาแล้วแม้เพียงครั้งเดียว ต้องปลดระวาง ตัดทำลาย และทิ้งทันที เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้ซ้ำ เนื่องจากเส้นใยและโครงสร้างของสายรัดได้ยืดตัวและสูญเสียประสิทธิภาพในการรับแรงกระชากไปแล้ว

Q: ระยะตกที่ปลอดภัยคืออะไร และทำไมจึงสำคัญก่อนใช้งานเข็มขัดนิรภัย ?

A: ระยะตกที่ปลอดภัยคือระยะห่างในแนวดิ่งขั้นต่ำที่จำเป็นต้องมีนับจากจุดยึดลงไปถึงพื้นด้านล่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานตกลงมากระแทกพื้น การคำนวณระยะนี้ต้องนำความยาวของสายช่วยชีวิต, ระยะการฉีกขาดของตัวดูดซับแรงกระแทก, ความสูงของผู้ปฏิบัติงาน และระยะเผื่อความปลอดภัย มารวมกันเสมอ

Q: ภาวะช็อกจากการแขวนลอยคืออะไร และป้องกันได้อย่างไร ?

A: คือภาวะอันตรายที่เกิดจากการถูกสายรัดต้นขารัดแน่นขณะแขวนลอยอยู่กลางอากาศ ทำให้เลือดคั่งอยู่ที่ขาและไม่สามารถไหลเวียนกลับสู่หัวใจได้ ซึ่งอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ป้องกันได้โดยการติดตั้ง “สายรัดแก้เมื่อย” (Trauma Strap) ไว้ที่ชุดเข็มขัดนิรภัย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานปล่อยสายลงมาเหยียบและยืดขาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดขณะรอทีมกู้ภัย

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง คืออะไร มีอะไรบ้าง

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง คืออะไร มีอะไรบ้าง

เพราะการทำงานบนที่สูงถือว่าเป็นการทำงานที่มีความเสี่ยงและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดและอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งก็อาจจะสร้างความเสียหายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยครับ ทำให้ปัจจุบันได้มีการออกกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยกฎหมายบังคับให้ลูกจ้างทุกคนต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง เพื่อป้องกันอันตรายและลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น 

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง ว่าคืออะไร และมีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย! 

ประโยชน์ของอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่องานก่อสร้าง งานทำความสะอาดบนที่สูง งานไฟฟ้า และ งานอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานบนที่สูง โดยประโยชน์ของอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง คือ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายต่อการตกได้อย่างปลอดภัย ลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุ และยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ต้องคอยกังวลว่าจะพลัดตกลงไปอีกด้วย 

ประโยชน์ของอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง 

สาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากที่สูง

อุบัติเหตุพลัดตกจากที่สูงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาจากความประมาทไม่ระมัดระวังของผู้ปฏิบัติงานจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ก็ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงจากที่สูง ไม่ว่าจะเป็น 

  1. การใช้งานอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงผิดวิธี เช่น การที่ผู้ปฏิบัติงานสวมอุปกรณ์ป้องกันไม่ครบ สวมแค่บางชิ้นเท่านั้น หรือ การใช้งานเข็มขัดนิรภัยแบบผิดวิธี 
  2. สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการทำงาน เช่น การทำงานบนที่สูงที่เสี่ยงอันตรายและมีพื้นผิวลื่น หรือ การปฏิบัติหน้าที่ในสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็น ฝนตก ลมแรง หรือ พายุเข้า เป็นต้น 
  3. การใช้งานเครื่องจักรที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่  ส่วนใหญ่มักเกิดจากการละเลย ไม่ได้ตรวจสอบและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรตามที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ 
  4. สภาวะจิตใจและร่างกายของผู้ปฏิบัติงานไม่พร้อมสำหรับทำงาน เช่น มีอาการมึนเมา ขาดสติ ที่เกิดจากการดื่มสุรา หรือ การใช้สารเสพติด รวมอาการเหนื่อยล้าที่เกิดจากการทำงานบนที่สูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ 
  5. การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงที่ไม่เหมาะสมกับงานที่ทำ มักมีสาเหตุจากการที่พนักงานขาดความรู้ในการเลือกใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุในที่สุด 

แนะนำอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง 

ส่วนใหญ่มักจะเรียกอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงว่า “อุปกรณ์ป้องกันการตกส่วนบุคคล PPE” 

ซึ่งในปัจจุบันสามารถแบ่งระบบ หรือ อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น 

  1. เข็มขัดนิรภัย
  2. สายเซฟตี้ สายรัดตัวนิรภัย หรือ สายพยุงตัว 
  3. ตะขอกันตก
  4. อุปกรณ์เชื่อมต่อ 
องค์ประกอบหลักของระบบการป้องกันการพลัดตกจากที่สูง

องค์ประกอบหลักของระบบการป้องกันการพลัดตกจากที่สูง (Elements of Fall protection System)

  1. จุดยึด (Anchor Point) คือ จุดที่ใช้ยึดอุปกรณ์ป้องกันการจากที่สูง ส่วนใหญ่มักจะติดตั้งบนโครงสร้างที่มั่นคงและบริเวณที่ปลอดภัย เหมาะสมสำหรับการติดสายรัดนิรภัยหรือเชือกเส้นเล็ก โดยกฎหมายกำหนดให้อุปกรณ์ต้องสามารถรับแรงได้อย่างน้อย 5000 lb หรือ 22 kN 
  2. อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connecting Device) คือ ต้องมีอย่างน้อย 2 จุด ที่เชื่อมต่อกับจุดยึด และต้องทนต่อการกัดกร่อน ผิวจะต้องเรียบ ไม่มีรอยต่อและทำจากเหล็กที่หล่อขึ้นรูป โดยตัวเชื่อมที่เชื่อมกับจุดยึดจะต้องไม่มีรอยแตกร้าว หรือ การเปลี่ยนรูปถาวร และต้องสามารถรับแรงได้อย่างน้อย 16 kN 
  3. เข็มขัดนิรภัยแบบรัดทั้งตัว (Full body harness) ผู้สวมใส่ต้องเลือกเข็มขัดให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงาน และต้องมีจุดเชื่อมต่ออย่างน้อย 1 จุด และสายรัดจะต้องผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ที่อ่อนนุ่ม แต่มีความแข็งแรงทนทาน เช่น โพลีเอสเตอร์ หรือ โพลีเอไมด์ โดยผู้ปฏิบัติงานบนที่สูงต้องสวมใส่เข็มขัดนิรภัยทั้งตัวอย่างถูกวิธี โดยเข็มขัดนิรภัยแบบรัดทั้งตัวจะช่วยดึงผู้ปฏิบัติงานถ้าหากเกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากที่สูง 

สรุป

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ เพราะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน และยังช่วยลดความรุนแรงที่เกิดจากอุบัติเหตุ แต่นอกเหนือจากอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงแล้วเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานบนที่สูงต้องได้รับการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานบนที่สูงที่ถูกต้อง รวมไปถึงต้องมีความเข้าใจสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะงาน และเข้าใจวิธีใช้งานอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงที่ถูกต้องด้วยครับ 

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ ไว้สำหรับใช้งานทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เอกเครน โลจิสติกส์ เราผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีทีมงานคอยให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย