ทำความรู้จักอาชีพ จป (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน) คือใคร มีหน้าที่อะไร

ทำความรู้จักอาชีพ จป (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน) คือใคร มีหน้าที่อะไร

ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่คลุกคลีกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือ โรงงานต่าง ๆ คุณน่าจะคุ้นเคยกับอาชีพ จป หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย กันมาบ้าง แต่บางคนก็อาจจะยังไม่ทราบใช่ไหมครับ ว่า จป คืออะไร มีหน้าที่อะไร สำคัญอย่างไรต่อโรงงาน 

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักว่าอาชีพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือ จป คืออะไร พร้อมตอบทุกคำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับอาชีพนี้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย 

จป คือใคร ?

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือ จป คือ หนึ่งในอาชีพที่มีความสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เพราะมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของระบบต่าง ๆ ทั้งในโรงงานและตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบลิฟต์ รวมไปถึงการตรวจสอบความแข็งแรงของตัวอาคาร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในระหว่างที่เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ กำลังปฏิบัติงาน 

ระดับของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน 

ระดับของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน

ในปัจจุบันสามารถแบ่ง จป ออกเป็น 5 ระดับใหญ่ ได้ดังนี้ 

  1. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร
  2. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน
  3. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ 
  4. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง 
  5. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค 

โดยทุกตำแหน่งจะต้องผ่านการอบรมจากกระทรวงแรงงานมาเป็นพิเศษ และแต่ละระดับก็จะมีความรับผิดชอบและหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไปครับ 

ทั้งนี้อาชีพ จป ถือเป็นอาชีพที่โอกาสตกงานค่อนข้างน้อยเพราะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน สำหรับใครที่สนใจอยากทำงานสายนี้ ต้องเรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน จป วิชาชีพ และมหาวิทยาลัยนั้นต้องได้รับการขึ้นทะเบียนหลักสูตรกับกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานเท่านั้น ถึงจะสามารถประกอบอาชีพ จป ได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 

13 หน้าที่หลักของ จป วิชาชีพ 

หลังจากที่ทุกคนเข้าใจแล้วว่าอาชีพ จป คืออะไร เรามาลองดูกันดีกว่าครับ ว่าหน้าที่หลัก ๆ ตามที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ของอาชีพ จป มีอะไรบ้าง 

  1. ประเมินความเสี่ยงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยอาชีวอนามัยในที่ทำงาน 
  2. ประเมินการปฏิบัติงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามแบบแผนหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้
  3. ตรวจสอบและแนะนำให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน 
  4. ประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในที่ทำงาน
  5. ประเมินอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อนำเสนอให้แก่นายจ้าง 
  6. แนะนำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมใในที่ทำงาน 
  7. ฝึกสอนและอบรมลูกจ้างเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน 
  8. ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยดำเนินการร่วมกับบุคคล หรือ นิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน 
  9. หาสาเหตุและประเมินการประสบอันตรายการเจ็บป่วย หรือ อุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความเดือดร้อนที่เกิดมาจากการทำงานของลูกจ้าง พร้อมรายงานผลการตรวจสอบและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่นายจ้าง 
  10. เก็บรวบรวมสถิติข้อมูลและจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการอันตราย อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ที่มีสาเหตุมาจากการทำงานของลูกจ้างให้แก่นายจ้าง 
  11. แนะนำวิธีป้องกันและแนวทางแก้ไขปัญหาในการจัดการด้านความปลอดภัยอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ 
  12. ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกจ้าง ก่อนเข้าปฏิบัติงาน และจัดอบรมทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 
  13. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่นายจ้างมอบหมาย 
13 หน้าที่หลักของ จป วิชาชีพ 

สถานประกอบการที่กฎหมายกำหนดให้มี จป

  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการแยกก๊าซธรรมชาติ 
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ 
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียม 
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม 
  • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับปิโตรเคมี 
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม 
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
  • อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์
  • อุตสาหกรรมเสื้อผ้า อุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือ อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย 
  • อุตสาหกรรมเครื่องหนัง 
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากไม้ 
  • อุตสาหกรรมการผลิตสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ 
  • อุตสาหกรรมผลิตยาง
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 
  • อุตสาหกรรมกระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากกระดาษ 
  • อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ หรือ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์
  • อุตสาหกรรมโลหะ 
  • อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแร่โลหะ 
  • อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 
  • อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า 
  • อุตสาหกรรมเครื่องจักร เครื่องมือกล 
  • อุตสาหกรรมยานพาหนะ ชิ้นส่วนยานพาหนะ หรือ อุปกรณ์สำหรับยานพาหนะ 
  • อุตสาหกรรมเครื่องประดับ 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่กฎหมายบังคับให้มีเจ้าหน้าที่ จป ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการทำงานและสถานที่ทำงานนั่นเองครับ 

สรุป

หลังจากอ่านบทความนี้หลายคนน่าจะเข้าใจว่า จปคืออะไร พร้อมทั้งความสำคัญของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยกันแล้ว ทั้งนี้กฎหมายได้มีการกำหนดให้หลาย ๆ อุตสาหกรรมจำเป็นที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ ปจ ก็เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในที่ทำงานงาน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ จป ยังสามารถช่วยแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน ทำให้ความเสียหายที่ได้รับรุนแรงน้อยลง 

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ ไว้สำหรับใช้งานทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เอกเครน โลจิสติกส์ เราผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีทีมงานคอยให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

Load Test คืออะไร ปั้นจั่น และเครน ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?

การตรวจสอบ Load Test ปั้นจั่น และเครน ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?

ในประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ระบุให้นายจ้างต้องการตรวจสอบปั้นจั่น หรือที่หลายคนเรียกกันง่าย ๆ ว่า Load Test ตามน้ำหนักที่กำหนดไว้ เพื่อให้การทำงานทั้งหมดตรงตามข้อบังคับ

Load Test ที่ถูกระบุถึงคืออะไร สำคัญยังไง ทำไมถึงขั้นต้องออกกฎหมายบังคับให้นายจ้างทุกคนปฏิบัติตาม วันนี้ผมจะมาช่วยไขข้อสงสัยให้กับทุกคน ว่าจริง ๆ การทำ Load Test ต้องตรวจสอบและมีข้อกำหนดอะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่างที่จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจง่าย ๆ ด้วยครับ 

Load Test คือ

Load Test คือ การทดสอบรถเครนหรือปั้นจั่น ว่ารถเครนคันนั้น ๆ สามารถรองรับน้ำหนักได้ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้หรือไม่ 

ซึ่งการทำ Load Test มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานและทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และตามประกาศที่ได้มีการกำหนดไว้ การทำ Load Test ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของวิศวกรที่มีประสบการณ์การทำงานด้านการทดสอบปั้นจั่น หรือ รถเครน เท่านั้น พร้อมทั้งต้องมีการบันทึกข้อมูลเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐาน 

การตรวจสอบ Load Test ปั้นจั่น และเครน ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?

เครื่องมือที่ใช้สำหรับการทำ Load Test ปั้นจั่นและเครน

เครื่องมือที่ต้องใช้สำหรับการทำ Load Test ได้แก่ 

  1. รถเครน หรือ ปั้นจั่นที่ต้องการทำการทดสอบ 
  2. วัตถุที่ใช้สำหรับการทำ Load Test เช่น สินค้า เหล็ก ลูกตุ้มน้ำหนักเหล็กสำหรับใช้ทดสอบ และวัสดุทั่วไป ที่สามารถหาได้หน้างาน ทั้งนี้สามารถใช้ได้หมดเลยครับ เพียงแค่ขอให้เป็นวัตถุที่สามารถยกหิ้วได้ และมีน้ำหนักเพียงพอตามที่มาตรฐาน Load Test กำหนดไว้ 
  3. เอกสารรายงานการทดสอบ

ข้อกำหนดสำหรับการทำงาน Load Test

ระหว่างที่ทำ Load Test ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลจากวิศวกรเท่านั้น และน้ำหนักที่ใช้สำหรับทำ Load Test รถเครน ได้แก่ 

1. รถเครนที่ผ่านการใช้งานแล้ว

สำหรับรถเครนที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ขนาดไม่เกิน 20 ตัน ต้องทดสอบว่าสามารถรองรับน้ำหนักที่ 1 – 1.25 เท่าของพิกัดยกปลอดภัยได้หรือไม่ 

ส่วนรถเครนที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ขนาดมากกว่า 20 ตัน แต่ไม่เกิน 50 ตัน ต้องทดสอบว่าสามารถรองรับน้ำหนักเพิ่มอีก 5 ตัน จากพิกัดยกปลอดภัยได้

2. รถเครนใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการใช้งาน

สำหรับรถเครนใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน ให้ทดสอบว่าสามารถรองรับน้ำหนักที่ 1.25 เท่าของน้ำหนักใช้งานจริงสูงสุดได้หรือไม่ แต่น้ำหนักที่ใช้ทดสอบจะต้องไม่เกินพิกัดยกปล่อยภัยที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ 

ทั้งนี้ในกรณีที่รถเครนไม่ได้มีการกำหนดพิกัดยกปล่อยภัยจากผู้ผลิตจะต้องให้วิศวกรเป็นผู้กำหนดพิกัดยกปล่อยภัยและพิกัดยกสำหรับทำการทดสอบ 

การตรวจสอบ Load Test ปั้นจั่น และเครน ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?

วิธีการตรวจสอบ Load Test รถเครน

สำหรับการวิธีการทำ Load Test ก็ไม่ได้ยุ่งยากเลยครับ เพียงแค่ใช้รถเครนที่ต้องการทดสอบยกวัตถุตามน้ำหนักที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ซึ่งรถเครนแต่ละชนิดก็จะกำหนดน้ำหนักวัตถุที่ต้องยกแตกต่างกันออกไปตามที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้ (สามารถใช้ได้ทั้งน้ำหนักจริง หรือ ทดสอบด้วยน้ำหนักจำลองก็ได้เช่นเดียวกันครับ) ซึ่งในปัจจุบันก็มีวิศวกรบางคนที่ไม่ได้ทำ Load Test ตามน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยใช้การเปรียบเทียบโมเมนต์สำหรับการยกแทน เพราะยิ่งน้ำหนักมากก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงตาม 

แต่ผมไม่แนะนำวิธีนี้นะครับ เพราะการเปรียบเทียบโมเมนต์สำหรับการยกไม่สามารถเป็นตัวแทนการทำ Load Test ได้อย่างแท้จริง และการทำ Load Test ที่ไม่ถูกต้องและไม่ครอบคลุม จะทำให้วิศวกรไม่สามารถทราบปัญหาของรถเครนคันนั้น ๆ ได้ 

สรุป

การทำ Load Test ที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้จะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในที่ทำงานและช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน นอกจากนี้การทำ Load Test ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำรุงรักษารถเครนให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและสามารถใช้งานได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น 

ซึ่งข้อสำคัญในการทำ Load Test คือ น้ำหนักวัตถุ และทุกขั้นตอนการทดสอบต้องอยู่ภายใต้การดูแลของวิศวกรที่มีความชำนาญ และผมแนะนำให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยแบบง่าย ๆ คือ ทดสอบน้ำหนักเท่าไหร่ ก็ใช้รถเครนยกวัตถุที่มีน้ำหนักไม่เกินเท่านั้น 

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ ไว้สำหรับใช้งานทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ  เอกเครน โลจิสติกส์ เราผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีทีมงานคอยให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

อัปเดตกฎหมายนั่งร้านที่ไซต์งานต้องรู้และปฏิบัติตาม

กฎกระทรวงการทำงานบนนั่งร้าน

Key takeaway
มาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมายนั่งร้านล่าสุด ปี 2564 กำหนดให้โครงสร้างที่มีความสูงเกิน 4 เมตร ต้องได้รับการออกแบบและควบคุมโดยวิศวกร พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการตกและบันไดทางขึ้น-ลงที่มั่นคงอย่างเหมาะสม การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ ควรทำควบคู่ไปกับการใช้รถเครนที่ได้มาตรฐานเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในไซต์งาน เพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียงวัสดุ และช่วยให้โครงการดำเนินงานได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย

Table of Contents

การทำงานบนที่สูงในงานก่อสร้างจำเป็นต้องใช้นั่งร้านที่มีความมั่นคงและได้มาตรฐาน เนื่องจากโครงสร้างชั่วคราวประเภทนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน หากติดตั้งไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงทั้งต่อบุคลากรและทรัพย์สินโดยรอบ ดังนั้นการทำความเข้าใจ กฎหมายนั่งร้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้รับเหมา วิศวกร และผู้ควบคุมงาน เพื่อให้การดำเนินงานในไซต์ก่อสร้างเป็นไปอย่างปลอดภัย ถูกต้องตามข้อกำหนด และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน

ความสำคัญของกฎหมายนั่งร้านในการก่อสร้าง

การละเลยมาตรฐานความปลอดภัยในการติดตั้งและใช้งานนั่งร้าน ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของพนักงาน แต่ยังจะส่งผลต่อความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาวด้วยเหตุผลดังนี้

ผลกระทบของนั่งร้านที่ไม่ปลอดภัย

  • การพลัดตกจากที่สูง : หากนั่งร้านขาดราวกันตกหรือมีพื้นผิวที่ไม่มั่นคง ช่างก่อสร้างจะมีความเสี่ยงสูงที่จะพลัดตกลงมา ซึ่งมักนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ชีวิต
  • วัสดุอุปกรณ์ตกหล่น : เครื่องมือหรือวัสดุที่วางอยู่บนที่สูงโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่ดี อาจตกลงมาสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือทำอันตรายต่อผู้ที่อยู่ด้านล่าง
  • โครงการล่าช้าและงบประมาณบานปลาย : เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โครงการมักจะถูกสั่งระงับเพื่อตรวจสอบ นำไปสู่ค่าปรับ ค่าชดเชย และการเสียชื่อเสียงของบริษัทผู้รับเหมา

บทบาทของกฎหมายนั่งร้านในการป้องกันอุบัติเหตุ

กฎหมายนั่งร้านล่าสุดถูกกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมมาตรฐานด้านโครงสร้างและการใช้งานอย่างเป็นระบบ เช่น

  • กำหนดให้วัสดุที่ใช้ต้องได้มาตรฐาน มอก. หรือมาตรฐานวิศวกรรมเทียบเท่า
  • ควบคุมค่าความปลอดภัยของการรับน้ำหนัก (Safety Factor) ไม่น้อยกว่า 4 เท่าของน้ำหนักใช้งานจริง
  • กำหนดขั้นตอนการติดตั้ง ตรวจสอบ และรื้อถอนภายใต้การกำกับของผู้เชี่ยวชาญ

กฎหมายนั่งร้านล่าสุดพ.ศ. 2564 ที่ต้องรู้

การปฏิบัติงานต้องสอดคล้องกับกฎกระทรวงฯ และประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์การคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ซึ่งมีเกณฑ์สำคัญดังนี้

1. การออกแบบและการควบคุมโดยวิศวกร

สำหรับนั่งร้านที่มีความสูงตั้งแต่ 4 เมตรขึ้นไป กฎหมายระบุชัดเจนว่าต้องได้รับการออกแบบและคำนวณโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยต้องจัดให้มีแบบแปลนและรายละเอียดการคำนวณที่ระบุพิกัดน้ำหนักบรรทุกเอาไว้อย่างชัดเจน ณ หน้างานเพื่อการตรวจสอบ

2. โครงสร้างและความมั่นคงตามมาตรฐานใหม่

  • มาตรฐานวัสดุ : อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ผุกร่อน หรือแตกร้าว
  • การยึดโยง (Bracing) : ต้องติดตั้งตัวค้ำยันแนวเฉียงเพื่อป้องกันการบิดตัว และยึดโยงกับตัวอาคารอย่างมั่นคงตามหลักวิศวกรรม
  • แผ่นพื้นนั่งร้าน : ต้องเรียงชิดกันโดยมีช่องว่างระหว่างแผ่นไม่เกิน 2.5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการสะดุดหรือวัสดุขนาดเล็กตกหล่น

3. มาตรการป้องกันการตกและบันไดทางขึ้น-ลง

  • ราวกันตก (Guardrails) : ต้องมีราวบนสูง 90-110 ซม. และราวกลาง เพื่อป้องกันการพลัดตก
  • แผ่นกันตก (Toe Boards) : ต้องมีความสูงไม่น้อยกว่า 10 ซม. ติดตั้งรอบขอบพื้นนั่งร้าน
  • บันไดภายใน : กฎหมายใหม่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของทางขึ้น-ลง โดยต้องมีบันไดติดตั้งภายในโครงสร้างนั่งร้าน หรือจัดทำทางขึ้นลงแยกต่างหากที่มั่นคง ห้ามปีนป่ายตามโครงเหล็กโดยเด็ดขาด

4. การตรวจสอบและการอนุญาตใช้งาน

ก่อนเริ่มงานในแต่ละวัน ผู้ควบคุมงาน (ที่ผ่านการอบรมตามเกณฑ์กรมสวัสดิการฯ) ต้องตรวจสอบสภาพนั่งร้านให้พร้อมใช้งานเสมอ และควรมีการติดป้ายสถานะ เพื่อยืนยันความปลอดภัยก่อนอนุญาตให้คนงานขึ้นปฏิบัติงาน

5. พื้นที่อันตรายและข้อห้าม

ต้องจัดทำเขตอันตรายรอบบริเวณที่มีการติดตั้งหรือรื้อถอน และห้ามปฏิบัติงานบนนั่งร้านขณะที่มีพายุ ลมแรง ฝนตกหนัก หรือสภาพแสงสว่างไม่เพียงพอ

การติดตั้งนั่งร้านให้สอดคล้องกับกฎหมายนั่งร้านล่าสุด

แนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายนั่งร้าน

การนำข้อกฎหมายมาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในไซต์งาน ควรเริ่มจาก 2 ส่วนหลัก ทั้งระบบการจัดการอุปกรณ์และตัวบุคลากร

การตรวจสอบและบำรุงรักษานั่งร้านอย่างเป็นระบบ

แนวทางที่ควรดำเนินการ ได้แก่

  • ตรวจสอบโครงสร้างนั่งร้านก่อนใช้งานทุกครั้ง เช่น ขา ข้อต่อ และพื้นยืน
  • ตรวจเช็กอุปกรณ์เสริม เช่น แผ่นพื้น ราวกันตก และเหล็กยึดให้มั่นคง
  • ซ่อมแซมทันทีหากพบความเสียหายหรือรอยแตกร้าว
  • จัดทำบันทึกการตรวจสอบเพื่อใช้ตรวจสอบย้อนหลังและเป็นหลักฐานตามกฎหมาย

การดูแลรักษานั่งร้านอย่างต่อเนื่องช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์

การฝึกอบรมและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

การพัฒนาความรู้ของผู้ปฏิบัติงานเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการปฏิบัติตามกฎหมายนั่งร้านล่าสุด

โดยมีข้อที่ควรดำเนินการดังนี้

  • จัดอบรมการติดตั้งและใช้นั่งร้านอย่างถูกวิธี
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงจากการทำงานบนที่สูง
  • ฝึกใช้อุปกรณ์ PPE อย่างถูกต้อง เช่น เข็มขัดนิรภัย หมวกนิรภัย และรองเท้าเซฟตี้
  • ประเมินความรู้และทักษะของผู้ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อทีมงานมีความรู้และทักษะที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในไซต์งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพิ่มความมั่นใจให้ไซต์งานก่อสร้างของคุณด้วยบริการรถเครนให้เช่าจาก EK CRANE

ในขั้นตอนการติดตั้งนั่งร้านขนาดใหญ่หรือการลำเลียงวัสดุหนักขึ้นสู่ชั้นสูง การใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงสูง การเลือกใช้บริการรถเครนให้เช่าที่ได้มาตรฐานจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานบนที่สูงและเพิ่มความรวดเร็วให้กับโครงการ

EK CRANE พร้อมเป็นพันธมิตรในไซต์งานของคุณ ด้วยบริการคุณภาพ

  • เช็กความพร้อมของรถเครนและทีมงานมืออาชีพ : รถเครนทุกคันผ่านการตรวจสภาพ และพนักงานขับรถมีใบอนุญาต (ใบเซอร์ฯ) ถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัย
  • บริการเช่าเครน 25 ตัน รายเดือน : เหมาะสำหรับโครงการที่ต้องการความต่อเนื่อง คุ้มค่า และได้รับเครื่องจักรที่ทันสมัยพร้อมใช้งานเสมอ
  • บริการครบวงจร : รองรับงานติดตั้งโครงสร้างเหล็ก งานย้ายเครื่องจักร และงานสนับสนุนการติดตั้งนั่งร้านทั่วประเทศ
  • วางแผนงานยกอย่างปลอดภัย : เรามีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนงานยกเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในไซต์งานให้เป็นศูนย์

ยกระดับความปลอดภัยและมาตรฐานโครงการของคุณให้สอดคล้องกับกฎหมายล่าสุด ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อรับคำแนะนำการเช่าและตรวจสอบความพร้อมของเครนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไซต์งานของคุณ!

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

แหล่งอ้างอิง

  1. Blog : กฎหมายเกี่ยวกับการติดตั้งนั่งร้าน. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569. จาก https://www.vpcgroup.co.th/content/7374/safety
  2. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569. จาก https://www.bsa.or.th/LAW1/AN-CALC-2564.html

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกฎหมายนั่งร้านล่าสุด(FAQs)

Q: ต้องตรวจสอบนั่งร้านบ่อยแค่ไหนถึงจะสอดคล้องกับกฎหมายนั่งร้านล่าสุด?

A: ควรตรวจสอบนั่งร้านก่อนเริ่มใช้งานทุกวัน และตรวจซ้ำทุกครั้งหลังเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของโครงสร้าง เช่น ลมแรง ฝนตกหนัก หรือมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งนั่งร้าน เพื่อให้มั่นใจว่ายังสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยตามข้อกำหนดของกฎหมาย

Q: ผู้ควบคุมงานนั่งร้านต้องมีคุณสมบัติอย่างไรตามกฎหมายนั่งร้าน?

A: ผู้ควบคุมงานควรเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับนั่งร้านตามหลักเกณฑ์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และมีความรู้ในการตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างก่อนอนุญาตให้ใช้งาน ช่วยให้ไซต์งานมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

Q: หากต้องติดตั้งนั่งร้านใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง ต้องดำเนินการอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายนั่งร้านล่าสุด?

A: ต้องกำหนดระยะปลอดภัยจากแนวสายไฟฟ้า ติดตั้งป้ายเตือน และจัดทำมาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น การกั้นพื้นที่หรือใช้เครื่องมือที่เหมาะสม รวมถึงประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องก่อนเริ่มปฏิบัติงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดหรือไฟฟ้าช็อต

Q: การใช้งานเครื่องจักรช่วยยก เช่น รถเครน มีส่วนช่วยให้การติดตั้งนั่งร้านปลอดภัยขึ้นอย่างไร ?

A: การใช้เครื่องจักรช่วยยก เช่น รถเครน ช่วยลดการยกวัสดุด้วยแรงคน ลดความเสี่ยงจากการทำงานบนที่สูง และช่วยให้การติดตั้งโครงสร้างนั่งร้านเป็นไปอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในไซต์งานขนาดใหญ่

Q: หากพบว่านั่งร้านชำรุดระหว่างการใช้งานควรดำเนินการอย่างไร ?

A: ควรหยุดใช้งานทันทีและแจ้งผู้ควบคุมงานเพื่อเข้าตรวจสอบ พร้อมดำเนินการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดก่อนกลับมาใช้งานอีกครั้ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กฎหมายกำหนด

รู้จัก Safety Patrol การเดินตรวจความปลอดภัยในพื้นที่ทำงานก่อสร้าง

รู้จัก Safety Patrol การเดินตรวจความปลอดภัยในพื้นที่ทำงานก่อสร้าง

การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือ บริเวณพื้นที่ทำงานก่อสร้าง นายจ้างจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในที่ทำงาน และต้องกำหนดมาตรการป้องกันอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งการทำ Safety Patrol คือ หนึ่งในขั้นตอนที่จะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานหรือพื้นที่ทำงานก่อสร้าง 

บทความนี้ผมเลยจะพาทุกคนไปรู้จักว่า Safety Patrol คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ทำไมโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลาย ๆ โรงงานถึงให้ความสำคัญ ถ้าทุกคนพร้อมแล้วไปดูกันเลย 

Safety Patrol คือ

หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหู กับคำว่า Safety Patrol คืออะไร และมีความสำคัญยังไงกันใช่ไหมครับ ? วันนี้ผมจะช่วยไขข้อสงสัยให้กับทุกคนเอง 

จริง ๆ แล้ว Safety Patrol คือ การเดินสำรวจโรงงานหรือบริเวณที่ทำงานก่อสร้าง เพื่อหาสาเหตุที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม หรือ เขตบริเวณพื้นที่งานก่อสร้าง ที่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์ของเจ้าหน้าที่และบริษัทได้ และไม่ใช่เพียงแค่หาสาเหตุแล้วจบไปเท่านั้นนะครับ แต่เจ้าหน้าที่ที่ทำ Safety Patrol จะต้องประเมินความเสียหาย ถ่ายรูป จุด Near Miss ตามบริเวณต่าง ๆ  และกำหนดมาตรการป้องกันก่อนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้น 

ทั้งนี้ถ้าหากมีจุดที่จำเป็นต้องซ่อมบำรุงและปรับปรุง จำเป็นที่จะต้องนำเข้าในที่ประชุมเพื่อจัดสรรงบประมาณสำหรับซ่อมบำรุงได้อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นหลักครับ 

แนะนำวิธีทำ Safety Patrol

การทำ Safety Patrol สามารถทำได้หลากหลายวิธีครับ ซึ่งผมจะแนะนำวิธีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ 

กำหนดความถี่สำหรับการทำ Safety Patrol

กำหนดความถี่ในเดินสำรวจความปลอดภัย ควรมีการกำหนดความถี่ที่เหมาะสม เพราะถ้าหากกำหนดความถี่ทิ้งระยะเวลานานมากเกินไป อาจจะทำให้ขาดช่วงในการซ่อมบำรุง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายในที่ทำงานได้นั่นเองครับ ทั้งนี้ความถี่ในการทำ Safety Patrol ของแต่ละโรงงานก็จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับขนาดและผังของโรงงานด้วย 

กำหนดบริเวณสำหรับทำ Safety Patrol

การกำหนดบริเวณเพื่อทำ Safety Patrol ต้องคำนึงถึงขนาดของโรงงานอุตสาหกรรม ถ้าหากเป็นโรงงานขนาดเล็กก็สามารถเดินสำรวจประเมินความปลอดภัยได้ทั่วโรงงานในครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นโรงงานขนาดใหญ่ และมีไลน์ผลิตจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องกำหนดบริเวณ เช่น เดินสำรวจความปลอดภัยครั้งที่ 1 บริเวณไลน์ A และ  เดินสำรวจความปลอดภัยครั้งที่ 2 บริเวณไลน์ B เป็นต้น 

กำหนดสมาชิกทีมสำหรับทำ Safety Patrol

สำหรับการกำหนดสมาชิกทีมเพื่อทำ Safety Patrol สามารถกำหนดได้หลากหลายแบบ แต่จำเป็นต้องมี คปอ (คณะกรรมการความปลอดภัย) อยู่ในทีมเดินสำรวจความปลอดภัยเสมอ ทั้งนี้จำนวนสมาชิกทีมหรือการแบ่งจำนวนทีมขึ้นอยู่กับขนาดของโรงงานแต่ละแห่งด้วยครับ 

เตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับทำ Safety Patrol

การทำ Safety Patrol จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เพื่อให้การเดินสำรวจความปลอดภัยมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเครื่องมือที่นิยมใช้สำหรับทำ Safety Patrol ได้แก่ 

  1. กล้องถ่ายรูป สำหรับถ่ายจุดที่ไม่ปลอดภัยเป็นหลัก และใช้เปรียบเทียบหลังจากซ่อมบำรุง
  2. Check sheet  ต้องมาจากข้อกำหนดของกฎหมายเป็นหลัก 
  3. ป้ายเตือน ถ้าหากพบจุดที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย อาจจะติดป้ายเตือน เช่น ชำรุด / ระวังอันตราย ให้ทุกคนหลีกเลี่ยงบริเวณนั้น ๆ 
  4. อุปกรณ์สำหรับแก้ไข้ชั่วคราว 

สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ที่อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ

หลังจากที่เข้าใจกันแล้วว่า Safety Patrol คืออะไร ขั้นต่อไปคือการทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย โดยสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย คือ สภาพแวดล้อมที่อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เกิดอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็น 

  1. อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องจักร ไม่เหมาะสมกับลักษณะงาน 
  2. อุปกรณ์ และ เครื่องจักร เกิดการชำรุดและเสียหาย 
  3. ขาดอุปกรณ์ป้องกันอันตราย
  4. ระบบไฟฟ้าชำรุด หรือ บกพร่อง  
  5. จัดเก็บเครื่องมือไม่เป็นระเบียบ ไม่เหมาะสมกับเครื่องมือแต่ละประเภท 
  6. จัดเก็บสารเคมีและวัตถุไวไฟไม่ถูกวิธี 
  7. พื้นที่ไม่เหมาะสม ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ เช่น แสงสว่างไม่เพียงพอ พื้นที่อับอากาศ เป็นต้น 
  8. ไม่มีระบบหรือสัญญาณแจ้งเตือนอันตราย 
  9. การวางแผนผังโรงงานผิดพลาด 
  10. พื้นที่บริเวณทำงานมีความร้อนสูงมาตรฐาน 

สรุป

การทำ Safety Patrol คือ การเดินสำรวจความปลอดภัย ที่โรงงานอุตสาหกรรมทุกที่ควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการหาสาเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในสถานที่ทำงาน เพื่อที่ทีมงานจะได้สามารถหามาตรฐานแก้ไขและหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที โดยการทำ Safety Patrol ของแต่ละโรงงานก็จะแตกต่างกันออกไปตามขนาดและกำลังคนครับ 

ถ้าหากว่าคุณไม่อยากพลาดการอัปเดตข่าวสาร และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE และสำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เรามีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

การป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน (3E) เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน

การป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน (3E) เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน

การทำงานในทุกอาชีพสามารถเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือความเสี่ยงต่าง ๆ มากมายที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ไม่ใช่แค่เพียงอาชีพที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างเท่านั้น โดยความเสี่ยงของแต่ละสายงานก็จะแตกต่างกันออกไป และถ้าหากเกิดการประมาทเลินเล่อก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตของตัวเองและบุคคลรอบข้างได้ครับ ดังนั้นจึงมีกฎหมายออกมาปกป้องและป้องกันอุบัติเหตุในการทำงานที่อาจจะเกิดขึ้น 

และวันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับการป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน หรือที่หลายคนเรียกกันว่า หลักการ 3E ว่าจริง ๆ แล้วหมายถึงอะไร และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในที่ทำงานได้อย่างไร ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยดีกว่าครับ ว่าการป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอนมีอะไรบ้าง 

การป้องกันอุบัติภัย 3E ขั้นตอน คือ

การป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน หรือ หลักการ 3E คือ หลักการที่ใช้เพิ่มความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้ปัจจัยที่จะช่วยให้การป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน มีประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากทุกฝ่ายในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร หัวหน้างาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน  

โดยหลักการป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน จะเสริมสร้างความปลอดภัย และ ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดในโรงงาน พร้อมทั้งช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย 

ทำความเข้าใจสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ

สาเหตุของอุบัติเหตุสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ 

1. อุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น 

  • ความประมาทเลินเล่อ
  • ไม่ปฏิบัติตามกฎและมาตรการความปลอดภัยที่กำหนดไว้
  • นิสัยที่ความชอบเสี่ยง 
  • การปฏิบัติงานที่ไม่ถูกตามขั้นตอน 
  • การปฏิบัติงานโดยไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย 
  • การแต่งกายไม่เหมาะสมกับลักษณะงาน
  • การปฏิบัติงานโดยที่สภาพร่างกายและจิตใจไม่ปกติ เช่น เจ็บแขน ปวดขา หรือ ไม่สบาย เป็นต้น 

2. อุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น 

  • การวางผังโรงงานที่ไม่ถูกต้อง 
  • การวางอุปกรณ์และสิ่งของไม่เป็นระเบียบ 
  • อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรชำรุด แต่ฝืนใช้งาน 
  • ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด 
  • สภาพสถานที่ไม่เหมาะกับการทำงาน เช่น พื้นของโรงงานมีเศษวัสดุแหลมคม มีน้ำ หรือ น้ำมันบนพื้น 
  • บริเวณที่อาจจะเกิดการพลัดตกจากที่สูง แต่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอันตราย 

ดังนั้นแล้วเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องมีการนำหลักการป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอนมาปรับใช้กับการงานทำนั่นเองครับ

ปัจจัยที่ต้องใช้พิจารณาในการรักษาความปลอดภัยในที่ทำงาน 

เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าการป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน มีปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องใช้พิจารณาเพื่อรักษาความปลอดภัยในที่ทำงาน 

1. Engineering

E แรก คือ การใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ หมายถึง ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในการทำงานและการคำนวณต่าง ๆ เช่น การคำนวณน้ำหนักวัตถุที่ใช้ปั้นจั่นยก การติดตั้งเครื่องจักรในพื้นที่สามารถรองรับน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงการคำนวณระบบไฟฟ้า ระดับแสงสว่าง ระดับเสียง และการระบายอากาศที่เหมาะสมในโรงงาน 

2. Enforcement

E ที่สอง คือ การออกกฎและข้อบังคับ หมายถึง การกำหนดมาตรการ ข้อบังคับ กฎระเบียบ และวิธีปฏิบัติงานที่ถูกต้องและปลอดภัยเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตาม ทั้งนี้ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่ได้กำหนดไว้ จำเป็นต้องมีบทลงโทษเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของมาตรการและกฎที่ตั้งเอาไว้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน และเพื่อไม่ให้มีการลอกเลียนแบบ

3. Education

E สุดท้าย คือ การจัดอบรมและการให้ความรู้ หมายถึง นายจ้างต้องมีการจัดฝึกอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานอย่างปลอดภัยให้กับพนักงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็น หัวหน้างาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยถือว่าการจัดอบรมเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงาน พร้อมทั้งช่วยหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่  

ทั้งนี้ทุกคนสามารถนำหลักการป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการทำงานของคุณได้ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และ ยังถือว่าเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยในที่ทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงอีกด้วยครับ

สรุป

ผมจึงขอสรุปสั้น ๆ ว่า การป้องกันอุบัติภัย 3 ขั้นตอน จำเป็นต้องทำควบคู่กันไปและให้ความสำคัญในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น ขั้นตอนที่ 1 การใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์เพื่อวางแผนและคำนวณ ขั้นตอนที่ 2 การออกกฎ ข้อบังคับ และวิธีปฏิบัติงานที่รัดกุมเพื่อความปลอดความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม และขั้นตอนที่ 3 การให้รู้จัดอบรมความปลอดภัยในที่ทำงาน จึงจะช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นและช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 

สุดท้ายนี้ใครที่ไม่อยากพลาดข่าวสาร และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เรามีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

ทำความเข้าใจกฎหมาย “การทำงานในที่อับอากาศ” อย่างปลอดภัย ต้องปฏิบัติอย่างไร

ทำความเข้าใจกฎหมาย "การทำงานในที่อับอากาศ" อย่างปลอดภัย ต้องปฏิบัติอย่างไร

ในอุตสาหกรรมก่อสร้างมีหลายครั้ง ที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่อับอากาศ เพื่อให้งานเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ แน่นอนครับว่าการทำงานในสถานที่อับอากาศก็ต้องมีความเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ มากกว่าการทำงานในสถานที่ทั่วไป แต่ทุกคนอย่าเพิ่งตกใจหรือกังวลไปครับ เพราะในปัจจุบันกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้มีการกำหนด “กฎหมายการทำงานในที่อับอากาศ” เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอันตรายที่มีโอกาสเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ 

และสำหรับวันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับกฎหมายการทำงานในที่อับอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานในสถานที่อับอากาศจำเป็นต้องรู้ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและความปลอดภัยของส่วนรวม ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูพร้อมกันเลยดีกว่า 

สถานที่อับอากาศ หมายถึง

ในกฎหมายการทำงานในที่อับอากาศได้มีอธิบายไว้ว่า สถานที่อับอากาศ คือ สถานที่ที่มีทางเข้าออกจำกัดและไม่ได้ถูกออกแบบไว้สำหรับเป็นสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ รวมไปถึงสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตรายหรือมีบรรยากาศอันตราย ไม่ว่าจะเป็น บ่อ ท่อ อุโมงค์ หลุม ห้องนิรภัย ห้องใต้ดิน เตา ถังน้ำมัน ถังหมัก และอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นบริเวณที่มีการระบายอากาศไม่เพียงพอ และไม่เหมาะสมสำหรับปฏิบัติงานเป็นประจำ

หลายคนอาจจะเกิดความสงสัยใช่ไหมครับ ว่าแล้ว สภาพอันตรายและบรรยากาศอันตราย หมายถึงอะไรบ้าง?

ผมจะไขข้อสงสัยของทุกคนให้เองครับ โดยสภาพอันตราย คือ สภาวะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน เช่น สภาวะที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ตกจากที่สูง ถูกกักขัง หรือ ติดอยู่ภายใน เป็นต้น ในขณะที่บรรยากาศอันตราย คือ สภาพอากาศที่อาจทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับอันตรายในระหว่างปฏิบัติงาน เช่น ออกซิเจนน้อยกว่า 19.5% มีก๊าซ ละออง หรือ ไอ ที่สามารถติดไฟหรือระเบิดได้ รวมไปถึงค่าความเข้มข้นของสารเคมีที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์ 

การทำงานในสถานที่อับอากาศ

อันตรายที่อาจจะเกิดในสถานที่อับอากาศ

อันตรายที่อาจจะเกิดในสถานที่อับอากาศ มีดังนี้ 

  1. อันตรายที่เกิดจากการขาดออกซิเจน 
  2. อันตรายจากการสูดดมแก๊สพิษ ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ หรือ แก๊สที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  3. อันตรายที่เกิดจากวัตถุติดไฟ หรือ การระเบิดของแก๊สจนทำให้เกิดไฟไหม้ 
  4. อันตรายที่เกิดจากฝุ่นละอองหรือแสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการมองเห็น 
  5. อันตรายที่เกิดจากอุณหภูมิสูงหรือต่ำมากกว่าปกติ 
  6. ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง เพราะเสียงดัง หรือ เสียงก้อง มากกว่าปกติและเกินค่าที่มาตรฐานกำหนดไว้ 
  7. ผิวหนังอักเสบจากการโดนสารเคมีหรือแก๊สพิษ 
  8. ภาวะเครียดหรือกดดันที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่อับอากาศ 

เพราะอันตรายที่เกิดในสถานที่อับอากาศสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของลูกจ้างได้ ทำให้ในปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายการทำงานในสถานที่อับอากาศนั่นเองครับ 

อัปเดต! กฎหมายการทำงานในที่อับอากาศล่าสุด

อัปเดต! กฎหมายการทำงานในที่อับอากาศล่าสุด 2024

  1. นายเจ้าต้องทำป้ายบริเวณทางเข้าออกของพื้นที่อับอากาศทุกแห่ง โดยมีข้อความแจ้งว่า พื้นที่อับอากาศ อันตราย ห้ามเข้า โดยต้องมีขนาดป้ายและตัวอักษรที่สามารถมองเห็นได้จากชัดเจน และบริเวณทางเข้าออกพื้นที่อับอากาศต้องมีอุปกรณ์เฉพาะในการเปิด-ปิดทางเข้าออกด้วย
  2. นายเจ้าต้องดำเนินเรื่องตามกฎกระทรวงที่กำหนดไว้ก่อนที่จะให้ลูกจ้างเข้าออกในบริเวณพื้นที่อับอากาศ และลูกจ้างที่สามารถเข้าออกพื้นที่อับอากาศได้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศแล้วเท่านั้น 
  3. ไม่อนุญาตให้ลูกจ้างที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจ หรือ โรคอื่นที่แพทย์เห็นสมควรว่าการเข้าไปปฏิบัติงานในที่อับอากาศอาจจะเป็นอันตรายต่อบุคคลนั้นๆ 
  4. นายจ้างจำเป็นที่จะต้องประเมินความเสี่ยงและอันตรายในที่อับอากาศ ถ้าหากพบว่ามีสภาวะที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย นายจ้างจำเป็นที่จะต้องกำหนดมาตรการควบคุมสภาวะที่เป็นอันตราย เพื่อความปลอดภัยของลูกจ้าง 
  5. นายจ้างต้องคอยตรวจประเมิน สภาวะอันตรายในพื้นที่อับอากาศ และต้องบันทึกผลการตรวจประเมินทุกครั้ง 
  6. ถ้าหากนายจ้างได้มีการตรวจประเมินตามที่กฎหมายกำหนด แต่สถานที่อับอากาศยังคงมีสภาวะที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย แต่มีความจำเป็นที่จะให้ลูกจ้างหรือบุคคลเข้าไป ต้องมีการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิด 
  7. ลูกจ้างทุกคนที่ปฏิบัติงานในที่อับอากาศต้องผ่านการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานในสถานที่อับอากาศ
  8. ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงาน 
  9. ถ้าหากเป็นสถานที่ที่มีสภาพเสี่ยงที่จะเกิดการตกลงลงไปในที่อับอากาศ นายจ้างต้องมีการจัดให้มีสิ่งปิดกั้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน 
  10. นายจ้างต้องมีการจัดทางเข้า-ออกที่มีความปลอดภัยและสะดวก 
  11. ห้ามลูกจ้างสูบบุหรี่ หรือ วัตถุติดไฟที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานเข้าไปที่อับอากาศโดยเด็ดขาด 
  12. นายจ้างจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เหมาะสมตามลักษณะการใช้งาน และต้องตรวจสอบให้อุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่ชำรุดหรือเกิดความเสียหายที่อาจจะก่อให้เกิดอันตราย 
  13. ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงที่เหมาะสม และมีจำนวนที่เพียงพอ 
  14. นายจ้างเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศ
  15. นายจ้างจำเป็นต้องตัดให้มีหนังสืออนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศทุกครั้ง 
  16. นายจ้างต้องมีการจัดอบรมให้ความรู้กับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานในพื้นที่อับอากาศ และจำเป็นต้องเก็บหลักฐานการจัดอบรมไว้ด้วย 

สรุป

หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้ ผมคาดว่าหลายคนน่าจะตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายการทำงานในที่อับอากาศกันได้ และปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้การปฏิบัติตามกฎไม่ใช่เพียงเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองเท่านั้น แต่เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์ของส่วนรวมด้วยครับ 

ถ้าไม่อยากห้ามข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ และสำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ เอกเครน โลจิสติกส์ เราเป็นผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีทีมงานตลอดให้บริการอยู่ตลอด สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

E-mail: [email protected]

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย