รู้จัก JSA ตัวช่วยวิเคราะห์ความปลอดภัย เสริมความอุ่นใจในการทำงาน

รู้จัก JSA ตัวช่วยวิเคราะห์ความปลอดภัย

การทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างมักถูกนับเป็นงานที่ท้าทายและสามารถเกิดอันตรายได้ตลอดเวลา ถ้าหากไม่มีการป้องกันที่รัดกุมมากพอ ซึ่งหลายคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมนี้น่าจะเคยได้ยินคำว่า JSA  แต่บางคนอาจจะยังไม่ทราบใช่ไหมครับ ว่า JSA คืออะไร และมีประโยชน์ต่อการทำงานอย่างไร วันนี้ผมจะมาแนะนำ JSA ตัวช่วย หรือ Tools ที่จะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างทำงาน ช่วยสร้างความสบายในใจการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งทำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยดีกว่า

JSA คืออะไร 

JSA ย่อมาจาก Job Safety Analysis หมายถึง กระบวนการวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานทีละขั้นตอน เพื่อหาต้นตอของอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน โดย JSA เป็น tool ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน หลังจากที่ทราบถึงสาเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแล้ว จึงหาแนวทางป้องกัน ลดอัตราการเกิด หลีกเลี่ยง หรือควบคุมอันตรายนั้น ๆ 

โดยองค์กร หรือ หน่วยงานที่มีการทำ JSA อย่างจริงจังพร้อมทั้งนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จะช่วยให้การทำงานสำเร็จรวดเร็วมากขึ้นและมีความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้การทำ JSA ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติงานด้วยครับ 

งานประเภทใด ที่จำเป็นต้องทำ JSA

หลังจากที่ได้รู้แล้วว่า JSA คือ ตัวช่วยที่จะช่วยวิเคราะห์อันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน หลายคนอาจจะสงสัยใช่ไหมครับ ว่าแล้วงานประเภทใด งานแบบไหนที่ควรทำ JSA สำหรับการเลือกงานที่ต้องการนำมาวิเคราะห์อันตราย เพื่อทำ JSA ผมแนะนำให้เลือกตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ ได้แก่ 

  1. เป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอันตรายระหว่างปฏิบัติงาน โดยคุณจำเป็นต้องมีการสำรวจหน้างานด้วยตนเอง 
  2. งานที่มีความถี่ในการเกิดอุบัติงานค่อนข้างสูง โดยสามารถดูได้จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงานย้อนหลังสักประมาณ 2-3 ปี ก็ได้ครับ 
  3. งานใหม่ หรือ งานที่มีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ หรือ เครื่องจักร ที่ใช้ในการทำงาน 
  4. งานที่มีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนและเข้าใจได้ยาก 
  5. งานที่จำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก 

ตัวอย่างแบบฟอร์มสำหรับการทำ JSA

แบบฟอร์มสำหรับการทำ JSA

ตัวอย่างแบบฟอร์มสำหรับการทำ JSA ขอบคุณภาพจาก SAFESIRI

4 ขั้นตอนการทำ JSA เพื่อสร้างความอุ่นใจในการทำงาน

การทำ JSA เพื่อสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยในการทำงาน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ได้ดังนี้ 

  1. ขั้นตอนแรก คือ การเลือกงานที่จำเป็นต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อทำ JSA 
  2. ขั้นตอนที่สอง คือ แยกขั้นตอนการทำงานออกมาเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่ามีขั้นตอนใดบ้างที่เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ โดยการแยกขั้นตอนควรเริ่มด้วยคำกริยา เช่น ยกของ หยิบ เตรียม เป็นต้น 
  3. ขั้นตอนที่สาม คือ การวิเคราะห์อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนการทำงาน ซึ่งขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญและจำเป็นต้องใช้ความละเอียดรอบคอบสูง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด หรือ ละเลยสาเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ถ้าหากการวิเคราะห์ในขั้นตอนเกิดข้อผิดพลาดจะทำให้อันตรายยังคงแผงอยู่ในขั้นตอนทำงาน 
  4. ขั้นตอนที่สี่ คือ การหาแนวทางการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิด โดยการนำสาเหตุที่ได้จากขั้นตอนที่ 3 มาวิเคราะห์และหาแนวทางการป้องกัน 
ขั้นตอนการทำ JSA เพื่อสร้างความอุ่นใจในการทำงาน

ตำแหน่งใดที่ควรเป็นผู้จัดทำ JSA

การทำ JSA คือ การนำขั้นตอนการทำงานวิเคราะห์เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น ทำให้บางคนคิดว่าการทำ JSA คือหน้าที่ของหัวหน้างาน หรือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วการทำ JSA จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและหาแนวทางป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นรัดกุมมากที่สุด โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำ JSA ได้แก่ 

  1. หัวหน้างาน เป็นผู้ที่มีหน้าที่คอยควบคุมดูแลกระบวนและวิธีการทำงานทั้งหมด พร้อมทั้งเป็นผผู้ที่มีความรู้ในหน้างาน จึงจำเป็นอย่างมากในการร่วมวิเคราะห์งานเพื่อสร้างความปลอดภัย
  2. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือ จป การทำ JSA จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานเข้าร่วมวางแผนและวิเคราะห์ด้วยทุกครั้ง เพราะเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานต้องเป็นผู้กำหนดมาตรป้องกันอันตรายต่าง ๆ 
  3. ผู้ปฏิบัติงาน เพราะผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้ที่รู้ว่าหน้างานเคยเกิดปัญหาอะไรบ้าง จึงเหมาะสมและจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมการวิเคราะหืเพื่อทำ JSA เพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในระหว่างปฏิบัติงาน

สรุป

หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้กันแล้ว ผมหวังว่าหลายคนน่าจะเข้าใจว่าการทำ JSA คือ การนำขั้นตอนการทำงานทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางเพื่อลด หลีกเลี่ยง หรือป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน ซึ่งการทำ JSA ถือเป็น Tools ที่สำคัญอย่างหนึ่งในอุตสาหกรรมที่จะช่วยลดอัตรราการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างปฏิบัติงานลด ถ้าหากทุกคนให้ความร่วมมืออย่างเคร่งครัน และที่สำคัญการทำ JSA จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ถ้าหากไม่ได้ความร่วมมืออย่างทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 

สุดท้ายนี้ใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ และสำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

รู้จักกฎความปลอดภัย 5 ข้อ เสริมความอุ่นใจในการทำงานไซต์ก่อสร้าง

รู้จักกฎความปลอดภัย 5 ข้อ เสริมความอุ่นใจในการทำงานไซต์ก่อสร้าง

การทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง นับว่าเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ค่อนข้างสูง ทำให้การรักษาความปลอดภัยกลายเป็นสิ่งจำเป็น และ ผู้ที่ปฏิบัติงานทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ห้ามละเลยเด็ดขาด ซึ่งวันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “กฎความปลอดภัย 5 ข้อ” ที่จะช่วยเสริมสร้างความอุ่นใจในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถ้าหากพร้อมแล้ว เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่า กฎความปลอดภัย 5 ข้อคืออะไร และมีอะไรบ้าง 

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงาน

ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับกฎความปลอดภัย 5 ข้อ ผมอยากให้ทุกคนลองมาค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในระหว่างทำงานกันก่อนครับ โดยสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุในที่ทำงานสามารถแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ 

  1. สาเหตุที่เกิดจากตัวผู้ปฏิบัติงานเอง 

โดยส่วนใหญ่สาเหตุนี้มักมาจากความประมาณและพฤติกรรมที่ไม่ใส่ในความไม่ปลอดภัย เช่น ไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตราย การไม่ปฏิบัติตามกฎที่กำหนดไว้ หรือไม่จัดเก็บอุปกรณ์ให้เป็นระเบียบ นิสัยชอบเสี่ยง และการปฏิบัติหน้าที่โดยที่ร่างกายไม่พร้อม จนทำให้เกิดอันตรายระหว่างปฏิบัติงาน 

  1. สาเหตุที่เกิดจากสถานที่ปฏิบัติงานไม่ปลอดภัย 

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงานอันดับที่ 2 ได้แก่ สถานที่ปฏิบัติงานไม่ปลอดภัย เช่น การวางผังโครงสร้างไม่ถูกต้อง พื้นโรงงานเป็นหลุมเป็นบ่อ มีเศษวัสดุ น้ำมัน หรือน้ำบนพื้น เครื่องจักรชำรุดและไม่ได้รับการซ่อมบำรุงดูแล นอกจากนี้ยังรวมไปถึงไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตราย 

กฎความปลอดภัย 5 ข้อ

กฎความปลอดภัย 5 ข้อมีอะไรบ้าง

กฎความปลอดภัย 5 ข้อ ที่ผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างจำเป็นต้องรู้ มีดังนี้ 

  • รู้ที่ 1 รู้ว่างานที่ตนเองปฏิบัติมีความเสี่ยงและมีอันตรายอย่างไร พร้อมทั้งเข้าใจกระบวนการและขั้นตอนในการทำงานอย่างชัดเจน นอกจากนี้สำคัญเป็นต้องคิดถึงวิธีป้องกันอุบัติเหตุที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นด้วย 
  • รู้ที่ 2 รู้จักและศึกษาเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ในการทำงานอย่างถ่องแท้ โดยจำเป็นต้องรู้ว่าอุปกรณ์แต่ละชนิดเหมาะสำหรับงานประเภทใดและไม่เหมาะกับงานประเภทใด 
  • รู้ที่ 3 รู้และศึกษาวิธีใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อป้องกันและลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่อาจจะเกิด 
  • รู้ที่ 4 รู้ขีดจำกัดและคุณสมบัติในการใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ต้องใช้งาน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ที่ผิดวิธี
  • รู้ที่ 5 รู้วิธีบำรุงดูแลรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยจำเป็นต้องรู้วิธีดูแลรักษาให้อุปกรณ์อยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งาน นอกจากนี้ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องตรวจเช็กสภาพอุปกรณ์

หลัก 5 ส. ที่คนทำงานต้องรู้

นอกจากสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน และ กฎความปลอดภัย 5 ข้อ ที่ผู้ปฏิบัติงานควรรู้แล้ว ยังมีหลัก 5 ส. ที่คนทำงานต้องรู้ เพื่อนำไปปรับใช้ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยหลัก 5 ส. ที่คนทำงานอุตสาหกรรมต้องรู้ ได้แก่ 

  1. สะสาง หมายความว่า สามารถแยกสิ่งที่สำคัญและจำเป็น กับ สิ่งที่ไม่สำคัญและไม่จำเป็นต่องานออกจากกันได้อย่างชัดเจน 
  2. สะดวก หมายความว่า สามารถจัดระเบียบเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้งานได้อย่างเป็นระเบียบ เพื่อความสะดวกในการหยิบใช้ 
  3. สะอาด หมายความว่า สามารถรักษาความสะอาดของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ 
  4. สุขลักษณะ หมายความว่า ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องรักษาสุขอนามัยของตัวเอง เครื่องมือ และสถานที่ 
  5. สร้างนิสัย หมายความว่า ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องฝึกและพยายามสร้างนิสัย โดยต้องนำ 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นไปปฏิบัติจนติดเป็นนิสัย 
กฎความปลอดภัย 5 ข้อ

สรุป

หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้และทราบถึงความสำคัญของกฎความปลอดภัย 5 ข้อแล้ว ผมหวังว่าผู้ที่ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงในระหว่างปฏิบัติงานทุกคนจะตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงานไว้เสมอ เพราะนั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนปลอดภัยจากอุบัติเหตุและเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่มีโอกาสจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะร้ายแรงถึงขั้นพิการ หรือ เสียชีวิต แน่นอนว่าการพยายามป้องกันอุบัติเหตุย่อมเป็นวิธีที่ดีกว่าและจัดการง่ายมากกว่าการแก้ไขอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว 

ทั้งนี้ทุกคนสามารถนำหลักการ 5 ส. ที่คนทำงานควรรู้ และ กฎความปลอดภัย 5 ข้อ ไปปรับใช้ให้เหมาะกับวิธีการทำงานของแต่ละบุคคล และอย่าลืมที่จะสวมใส่อุปกรณ์หรือชุดเซปตี้ที่จะสามารถช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุที่เกิดด้วยครับ สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่นสามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE เรามีอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ให้อยู่เสมอ 

และสำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

อัปเดต 2569 กฎหมาย จป. ว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง ผู้รับเหมาต้องอ่าน!

อัพเดท กฎหมาย จป

กฎหมาย จป. หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย จะมีอัปเดตอะไรบ้างในปี พ.ศ. 2569 ถ้าอยากรู้ผู้รับเหมาต้องอ่าน!

ทำความรู้จัก กฎหมาย จป. คืออะไร

กฎหมาย จป. คือ กฎกระทรวงเรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2549 กำหนดไว้ในข้อที่ 2 โดย จป. จะทำหน้าที่ในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

จป. แบ่งออกเป็นกี่ระดับ

จป. หรือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน จะมีการแบ่งแยกสัดส่วนการทำงานกันอย่างชัดเจน สามารถแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. จป. ระดับบริหาร
  2. จป. ระดับหัวหน้างาน
  3. จป. ระดับเทคนิค
  4. จป. ระดับเทคนิคขั้นสูง
  5. จป. ระดับวิชาชีพ

โดยในแต่ละระดับนั้นก็จะมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะแบ่งจากสาขาอาชีพที่ได้เรียนรู้กันมา และในแต่ละสาขาของตนเองจะมีการทดสอบ รวมถึงปรับระดับของตนเองอยู่เสมอ

หน้าที่ของ จป.

หน้าที่และขอบเขตการทำงานของ จป.

สำหรับหน้าที่และขอบเขตการทำงานของ จป. โดยหลัก ๆ แล้วมีประมาณ 10 ขั้นตอน ได้แก่

  1. ทำการตรวจและแนะนำให้กับนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย สอดคล้องถูกต้องกับความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
  2. วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน เช่น ในส่วนของระบบไฟฟ้า น้ำประปา อาคารสถานที่ ซึ่งทุกอย่างจะต้องถูกประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งหมด
  3. วิเคราะห์การทำงาน โดยมองจากจุดเด่นและจุดด้อยในการทำงาน กำหนดมาตรฐานในการทำงาน และป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดเสนอต่อผู้ว่าจ้าง
  4. อบรมความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ และพนักงานทุกแผนก รวมถึงทุกตำแหน่งถึงการดูแลความปลอดภัย และป้องกันอันตรายจากสิ่งที่จะเกิดขึ้น
  5. นำเสนอแผนและโครงการในเรื่องของผลกระทบ และความปลอดภัย ให้กับนายจ้าง
  6. ทำการประเมินและตรวจสอบสถานที่ประกอบการ สถานที่ทำงาน 
  7. ร่วมตรวจประเมินสถานที่ทำงาน ทั้งเรื่องของสภาพแวดล้อม พร้อมเอกสารในการดูแลความปลอดภัยทั้งหมด
  8. เมื่อเกิดเหตุการณ์ หรืออันตรายต่าง ๆ หน่วยงานต้องรีบทำการประเมินและเสนอกับหน่วยงาน เพื่อแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ โดยต้องลดความเสี่ยงหรือปัญหาให้ได้มากที่สุด
  9. พัฒนาความปลอดภัยในหน่วยงานให้ได้มาตรฐาน
  10. รวบรวมสถิติ หรือข้อมูลต่าง ๆ ส่งให้นายจ้าง ประเมินการวางแผน ระบบความปลอดภัยให้มั่นคง เพื่อลดอัตราการสูญเสีย 
กฎหมาย จป. 2566

กฎหมาย จป. 2569 มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

“กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.2565”

กฎกระทรวงฉบับนี้ได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2565 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 60 วันนับจากวันที่ประกาศ ซึ่งตรงกับวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้ออกประกาศและยกเลิกฉบับเก่า 

สำหรับกฎกระทรวงฯ ฉบับนี้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการด้านความปลอดภัยค่อนข้างมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. หมวดที่ 1 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน

กฎหมายใหม่ได้แบ่งประเภทของ จป. ออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน โดยตำแหน่ง แบ่งเป็น
  • หัวหน้างาน
  • บริหาร
  1. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน โดยหน้าที่เฉพาะ แบ่งเป็น
  • เทคนิค
  • เทคนิคขั้นสูง
  • วิชาชีพ

กฎกระทรวงจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัย ในสถานประกอบกิจการ จป. หัวหน้างาน ตามกฎหมาย 2565 ระบุหน้าที่ของ จป. ระดับหัวหน้างานทั้งหมด 10 ข้อ โดยมีสิ่งที่เพิ่มมาจากกฎหมายเก่าคือ จป. หัวหน้างานจะต้องเป็นคนจัดทำคู่มือความปลอดภัยฯ และทบทวนคู่มือทุก 6 เดือน

อีกทั้งกฎหมายใหม่ได้มีการระบุหน้าที่ของ จป. ระดับวิชาชีพทั้งหมด 12 ข้อ โดยเพิ่มมา 1 ข้อจากกฎหมายเก่าคือ ให้ความรู้และอบรมด้านโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม แก่ลูกจ้างก่อนเข้าทำงานและระหว่างทำงาน เพื่อทบทวนความรู้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้กฎหมายยังได้มีการเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติตามระดับตำแหน่งงานอีกด้วย

  1. หมวดที่ 2 คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบกิจการ
  • ต้องได้รับการฝึกอบรมภายใน 60 วันนับจากวันแต่งตั้ง เว้นแต่เคยผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว
  • วาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี
  • ปิดประกาศรายชื่อ และหน้าที่รับผิดชอบไม่น้อยกว่า 15 วัน
  • มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
  1. หมวดที่ 3 หน่วยงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

กฎหมายใหม่มีการเพิ่มเติม นอกจากจะต้องมีหน่วยงานความปลอดภัยแล้ว จะต้องจัดให้มีผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัยประจำสถานประกอบกิจการ เพื่อทำหน้าที่เฉพาะการบริหาร และรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน โดยผู้บริหารหน่วยงานต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

  • เคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย และต้องไม่เป็น จป. วิชาชีพ
  • หากเคยเป็น จป. วิชาชีพ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย สามารถแต่งตั้งได้เลย
  1. หมวดที่ 4 การขึ้นทะเบียนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย
  • นายจ้างจะต้องเอารายชื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกระดับ รวมถึงผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย ไปขึ้นทะเบียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมเอกสาร ภายใน 30 วัน นับจากวันที่แต่งตั้ง
  • กรณีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทุกระดับ หรือผู้บริหารพ้นจากตำแหน่งหรือหน้าที่ นายจ้างจะจ้องแจ้งต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ทราบ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่พ้นจากหน้าที่หรือตำแหน่ง
  1. หมวดที่ 5 การแจ้งและการส่งเอกสารทำงาน
  • คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย ให้ส่งสำเนาภายใน 15 วัน นับจากวันที่แต่งตั้ง
  • รายงานผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับเทคนิค เทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกภายใน 30 วัน นับแต่ 30 มิถุนายน ของทุกปี และ ครั้งที่ 2 ภายใน 30 วัน นับแต่ 31 ธันวาคม ของทุกปี
กฎหมาย จป. 2566

สรุป

กฎหมาย จป. 2569 ที่มีการอัปเดตเพิ่มเติมนั้นมีการเพิ่มหัวข้อบทบาทหน้าที่ของ จป. แต่ละระดับให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่องค์กร หรือหัวหน้างานจะต้องจัดให้ลูกจ้างที่เข้ามาทำงานใหม่ ได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานก่อนเริ่มงาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

รู้จักอาชีพโฟร์แมนคืออะไร จบอะไร เงินเดือนเท่าไร ?

ตำแหน่ง โฟร์แมน คืออะไร สำคัญอย่างไรต่องานก่อสร้าง

Key Takeaways
โฟร์แมนคือผู้ควบคุมงานภาคสนามที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนแผนงานของวิศวกรให้เป็นจริง โดยมีหน้าที่สำคัญในการบริหารทีมงาน พนักงานก่อสร้าง ตรวจสอบวัสดุ รายงานความคืบหน้า และควบคุมความปลอดภัยในไซต์งาน อาชีพนี้มักเริ่มต้นจากสายช่างหรือโยธา มีโอกาสเติบโตในสายงานบริหาร พร้อมรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ การมีทักษะการประสานงานกับการเลือกใช้เครื่องจักร เช่น รถเครนรับจ้างที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินโครงการก่อสร้างได้มากยิ่งขึ้น

Table of Contents

ในฟันเฟืองของไซต์งานก่อสร้าง หากวิศวกรเปรียบเสมือนสมองที่คอยวางแผนงาน “โฟร์แมน” ก็คือกำลังหลักที่ช่วยขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดขึ้นจริงในไซต์งาน แต่ถ้าหากพูดถึงตำแหน่งนี้หลายคนอาจสงสัยว่า หน้าที่หลัก ๆ ของโฟร์แมนทำอะไรบ้าง และแตกต่างจากพนักงานก่อสร้างอย่างไร การทำความเข้าใจบทบาทตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงความรับผิดชอบในแต่ละวัน จะช่วยให้เห็นภาพรวมของอาชีพนี้ว่าต้องใช้ทั้งทักษะการบริหารทีมงาน และความรู้ด้านงานก่อสร้างควบคู่กันไป

โฟร์แมนคือใคร และมีบทบาทอย่างไรในหน้างานก่อสร้าง ? 

โฟร์แมนคือ ผู้ควบคุมงานภาคสนามที่มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานในไซต์ก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบแปลน มาตรฐานความปลอดภัย และตามแผนงานที่กำหนดโดยวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง ตำแหน่งนี้จึงถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

โดยปกติแล้ว โครงสร้างการทำงานของโครงการก่อสร้าง โฟร์แมนจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายบริหารโครงการ วิศวกร และทีมพนักงานก่อสร้างเพื่อให้การสื่อสารตรงกันและลดความผิดพลาดระหว่างการทำงานจริง

หน้าที่ของโฟร์แมนในไซต์งานก่อสร้าง

หลายคนสงสัยว่า หน้าที่ของโฟร์แมนมีอะไรบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปจะครอบคลุมงานสำคัญดังนี้

  • ควบคุมพนักงานก่อสร้างในหน้างาน : มอบหมายงานให้ทีมช่างตามลำดับขั้นตอน พร้อมติดตามความคืบหน้าและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้งานดำเนินต่อเนื่องตามแผน
  • ตรวจสอบวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง : ตรวจสอบวัสดุที่เข้าหน้างานให้ตรงตามสเปก ควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อลดการสูญเสียและควบคุมต้นทุนโครงการ
  • รายงานความคืบหน้าของงานประจำวัน : จัดทำรายงาน Daily Report เพื่อสรุปความคืบหน้า ปัญหาหน้างาน และสถานะการดำเนินงานให้ผู้ควบคุมโครงการทราบ
  • ดูแลความปลอดภัยในไซต์งาน : ตรวจสอบการใช้อุปกรณ์ PPE และสภาพแวดล้อมการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในไซต์งาน

ความแตกต่างระหว่างโฟร์แมนและวิศวกร

แม้จะทำงานใกล้ชิดกัน แต่หน้าที่ของทั้งสองตำแหน่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

  1. โฟร์แมน (Foreman) : เน้นการควบคุมการทำงานในไซต์งานจริง ดูแลทีมช่าง ตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้สอดคล้องกับแบบก่อสร้าง
  2. วิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง (Engineer) : รับผิดชอบด้านการวางแผน คำนวณโครงสร้าง ควบคุมงบประมาณ ตรวจสอบมาตรฐานงาน และประสานงานกับผู้ออกแบบหรือที่ปรึกษาโครงการ

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ วิศวกรเป็นผู้กำหนดแนวทางการทำงาน ส่วนโฟร์แมนคือผู้ควบคุมให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแนวทางนั้นอย่างถูกต้อง

โฟร์แมนกำลังประสานงานกับวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างภายในไซต์งานก่อสร้าง

เส้นทางอาชีพ : โฟร์แมนต้องจบอะไร? และโอกาสเติบโต

การทำงานในตำแหน่งโฟร์แมนจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านงานก่อสร้าง เพื่อให้สามารถอ่านแบบและประสานงานกับวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างได้อย่างถูกต้อง

อยากเป็นโฟร์แมนต้องเรียนจบอะไร?

โดยทั่วไปบริษัทก่อสร้างหรือผู้รับเหมา มักรับผู้จบสายช่างหรือสายโยธาโดยตรง เช่น

  • ระดับ ปวส. : สาขาช่างก่อสร้าง หรือช่างโยธา ถือเป็นวุฒิยอดนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุด เนื่องจากเน้นการปูพื้นฐานภาคปฏิบัติจนมีความชำนาญ 
  • ระดับปริญญาตรี : สำหรับผู้ที่จบสาขาวิศวกรรมโยธา เทคโนโลยีก่อสร้าง หรือสถาปัตยกรรม ก็สามารถเริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งโฟร์แมนเพื่อเก็บประสบการณ์หน้างานก่อนขยับขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารในอนาคต 
  • ทักษะเสริมที่จำเป็น : ในยุคดิจิทัล โฟร์แมนควรมีความรู้เรื่องโปรแกรมอ่านแบบ (AutoCAD หรือ BIM), การประมาณราคาเบื้องต้น และกฎหมายควบคุมอาคารเบื้องต้น

โครงสร้างโฟร์แมน: เงินเดือนและรายได้

ค่าตอบแทนของอาชีพนี้มีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับประเภทโครงการที่ต้องไปรับผิดชอบ เช่น โครงการบ้านจัดสรร, คอนโดมิเนียม, งานถนน รวมถึงประสบการณ์ในการทำงาน 

  • โฟร์แมนจบใหม่ (Junior) : รายได้เริ่มต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000-22,000 บาท
  • โฟร์แมนประสบการณ์สูง (Senior) : หากดูแลโครงการขนาดใหญ่หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รายได้อาจอยู่ที่ 35,000-50,000 บาทขึ้นไป
  • สวัสดิการและรายได้เสริม : นอกจากเงินเดือนประจำ มักมีค่าเบี้ยเลี้ยงหน้างาน (Per diem), ค่าที่พักกรณีต้องไปประจำต่างจังหวัด, ค่าล่วงเวลา (OT) และโบนัสตามความสำเร็จของโครงการ (Project Bonus)
หน้าที่ของโฟร์แมนในการวางแผนงานร่วมกับทีมพนักงานก่อสร้างในไซต์งาน

5 ทักษะสำคัญที่โฟร์แมนต้องมีในการทำงานจริง

แม้จะมีพื้นฐานการศึกษาที่เหมาะกับการทำงาน แต่การเป็นโฟร์แมนที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีทักษะหลายด้านควบคู่กัน เช่น 

  1. ทักษะการวางแผนงาน : โฟร์แมนต้องสามารถจัดลำดับขั้นตอนการทำงานให้สอดคล้องกับแผนหลักของวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง เพื่อให้โครงการดำเนินได้ตามกำหนดเวลา
  2. ทักษะการสื่อสารประสานงาน : ต้องสามารถถ่ายทอดรายละเอียดแบบก่อสร้างให้พนักงานก่อสร้างเข้าใจได้ง่าย พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ผู้บริหารทราบอย่างชัดเจน
  3. ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า : ในไซต์งานจริงมักเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น วัสดุขาด เครื่องจักรไม่พร้อมใช้งาน หรือสภาพอากาศไม่เหมาะสม โฟร์แมนต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
  4. ทักษะการควบคุมต้นทุน : การบริหารวัสดุและแรงงานให้ใช้งานอย่างคุ้มค่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการ
  5. ทักษะการบริหารทีมงาน : การดูแลวินัย ความปลอดภัย และความสัมพันธ์ภายในทีมช่าง เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การทำงานดำเนินไปอย่างราบรื่น

บทบาทของโฟร์แมนกับการเลือกใช้เครื่องจักรในไซต์งานก่อสร้าง

อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของโฟร์แมนคือการประสานงานด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ยกในหน้างาน เช่น การเลือกใช้เครนให้เหมาะสมกับลักษณะงาน โดยเฉพาะงานติดตั้งโครงสร้างเหล็ก งานยกวัสดุขึ้นที่สูง หรือการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ขนาดใหญ่

การเลือกใช้บริการรถเครนรับจ้างที่ได้มาตรฐาน จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการทำงาน และช่วยให้โครงการดำเนินไปตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังวางแผนสำหรับงานยกในไซต์งานก่อสร้าง EK CRANE พร้อมให้บริการรถเครนรับจ้างหลากหลายขนาด รองรับงานยกติดตั้งโครงสร้างและเคลื่อนย้ายวัสดุในทุกประเภทโครงการ ด้วยทีมงานมืออาชีพที่สามารถประสานงานร่วมกับโฟร์แมนในหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้โครงการดำเนินงานได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และตรงตามระยะเวลาที่กำหนด

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

แหล่งอ้างอิง

  1. โฟร์แมนคือใคร ทำหน้าที่อะไร สำคัญกับงานก่อสร้างอย่างไรบ้าง?. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569. จาก https://www.humansoft.co.th/en/blog/foreman

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาชีพโฟร์แมนในงานก่อสร้าง (FAQs)

Q: โฟร์แมนจำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างมาก่อนหรือไม่ ?

A: โดยทั่วไป ผู้ที่เริ่มต้นเป็นพนักงานก่อสร้างหรือสายช่างมาก่อนจะมีความได้เปรียบ เพราะเข้าใจขั้นตอนการทำงานจริงในไซต์งานก่อสร้าง ทำให้สามารถพัฒนาไปสู่ตำแหน่งโฟร์แมนต่อได้ ทั้งยังช่วยให้สามารถควบคุมงานหน้างานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

Q: โฟร์แมนสามารถเลื่อนตำแหน่งไปเป็นผู้ควบคุมโครงการได้หรือไม่ ?

A: สามารถทำได้ หากมีประสบการณ์หน้างานต่อเนื่อง พัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ และมีความรู้ด้านการวางแผนโครงการเพิ่มเติม บางองค์กรสนับสนุนให้ศึกษาต่อหรืออบรมเฉพาะทาง เพื่อเติบโตสู่ตำแหน่งหัวหน้าควบคุมงานหรือผู้จัดการโครงการในอนาคต

Q: โฟร์แมนต้องทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานตลอดเวลาหรือไม่ ?

A: โดยลักษณะงาน โฟร์แมนจำเป็นต้องอยู่ประจำหน้างานเป็นหลัก เพื่อควบคุมทีมพนักงานก่อสร้าง ตรวจสอบความคืบหน้า และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที จึงถือเป็นตำแหน่งที่ต้องทำงานภาคสนามมากกว่างานสำนักงาน

Q: โฟร์แมนต้องมีทักษะด้านเอกสารหน้างานมากน้อยเพียงใด ?

A: โฟร์แมนควรมีทักษะด้านเอกสารพื้นฐาน เช่น การจัดทำรายงานความคืบหน้าประจำวัน การบันทึกปริมาณงาน และการตรวจสอบรายการวัสดุ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการควบคุมงานและติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างเป็นระบบ

การให้สัญญาณมือเครนที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

การให้สัญญาณมือเครนที่ถูกต้อง เสริมความแม่นยำในการทำงาน

นอกจากการวิธีการใช้รถเครนที่ถูกต้องและความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในงานก่อสร้างแล้ว การให้สัญญาณมือเครน เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยทั้งผู้ใช้รถเครนและผู้ให้สัญญาณจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการให้สัญญาณมือเครนระดับสากล เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน 

บทความนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักเกี่ยวกับการสัญญาณมือเครน ที่จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้าทุกคนพร้อมแล้วไปดูกันเลยดีกว่าครับ 

ทำไมต้องมีสัญญาณมือเครน

ทำไมต้องมีสัญญาณมือเครน? สัญญาณมือเครนมีความสำคัญอย่างไร ? ผมสามารถตอบได้เลยครับ ว่าสัญญาณมือเครนมือเป็นสัญญาณที่มีความสำคัญและไม่สามารถขาดได้โดยเด็ดขาด เพราะการให้สัญญาณมือเครน จะช่วยให้ผู้ขับรถเครนสามารถรับรู้ว่าควรเคลื่อนที่ไปทางไหน และ ยังช่วยให้รับรู้บริเวณจุดบอดต่าง ๆ ที่ผู้ขับรถเครนไม่สามารถมองเห็นได้

ซึ่งการให้สัญญาณมือเครน นอกจากจะสามารถช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงานได้แล้ว ยังช่วยให้การทำงานนั้นเป็นไปได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ภายในบริเวณไซต์ก่อสร้างนั้นจะมีเสียงดังจากการดำเนินงานของเครื่องจักรต่าง ๆ ทำให้การสื่อสารด้วยเสียง (หรือวิทยุสื่อสาร) นั้นผิดพลาดได้ง่าย จึงทำให้การใช้สัญญาณมือนั้นถูกคิดค้นขึ้นมา ซึ่งได้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายและเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับผู้ใช้งานเครนทั่วโลก

นอกจากนี้สัญญาณมือเครนยังมีประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ด้วยครับ เพราะจะช่วยให้ผู้ที่อยู่บริเวณโดยรอบ สามารถรับรู้และหลีกเลี่ยงบริเวณที่เครนกำลังทำงานอยู่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย

โดยสัญญาณมือเครนที่ทาง Ek Crane จะแนะนำให้ทราบภายในบทความนี้ เป็นสัญญาณมือเครนแบบสากลซึ่งสามารถใช้ส่งสัญญาณขณะใช้งานเครนร่วมกันได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องกังวลในเรื่องของภาษาที่ใช้ทำงานร่วมกันเลยทีเดียว

รวมสัญญาณมือเครนสากล เซฟไปใช้ได้เลย

16 สัญญาณมือเครนสากล ที่จะช่วยให้การทำงานปลอดภัย

หลังจากที่รู้ประโยชน์ของสัญญาณมือเครนแล้ว เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าสัญญาณมือเครนสากลที่ทั่วโลกใช้งานกันนั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสัญญาณมีความหมายว่าอย่างไร 

สัญญาณหยุด

  1. หยุดยกวัตถุ

คว่ำฝ่ามือและเหยียดแขนด้านซ้ายออกไปจนสุดแขน ในระดับไหล่ พร้อมเหวี่ยงไป-มา ในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สัญญาณมือเครนหยุดยกวัตถุ

  1. หยุดยกแบบฉุกเฉิน 

คว่ำฝ่ามือลงและเหยียดแขนทั้งสองข้างจนสุดในระดับหัวไหล่ พร้อมเหวี่ยงไป-มาในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สัญญาณมือเครนหยุดยกวัตถุฉุกเฉิน

  1. หยุดและยึดเชือกลวดทั้งหมด 

กำมือทั้งสองข้างเข้าหากันโดยให้มืออยู่ระดับเอว เพื่อส่งสัญญาณให้หยุดและยึดเชือกลวดทั้งหมด 

สัญญาณรอก

  1. ใช้รอกเล็ก 

งอกข้อศอกข้างใดข้างหนึ่งขึ้นพร้อมทั้งกำมือให้อยู่ในระดับหัวไหล่ โย้ไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วใช้มืออีกข้างแตะที่ข้อศอกข้างที่งอ เพื่อให้สัญญาณมือเครนว่าให้ใช้รอกเล็ก

  1. ใช้รอกใหญ่

กำมือข้างใดข้างหนึ่ง แล้วยกมือขึ้นระดับเหนือศีรษะแล้วเคาะเบา ๆ บนศีรษะของตนเอง เพื่อให้สัญญาณใช้รอกใหญ่ 

  1. เลื่อนรอกขึ้น 

งอข้อศอกข้างใดข้างหนึ่งตั้งฉาก ใช้ชี้นิ้วชี้ขึ้นแล้วจึงค่อย ๆ หมุนเป็นวงกลม เพื่อเป็นสัญญาณมือเครนบอกให้เลื่อนรอกขึ้น

  1. เลื่อนรอกลง

กางแขนข้างใดข้างหนึ่งออกเล้กน้อย ใช้นิ้วชี้ชี้ลงพื้น แล้วค่อย ๆ หมุนเป็นวงกลม แล้วจึงกำมือทั้งสองข้างคว่ำลงแล้วยกขึ้น 

สัญญาณบูม

  1. ยกบูม 

กำมือพร้อมเหยียดแขนขวาออกจนสุดแขน และใช้หัวแม่มือชี้ขึ้นข้างบน เพื่อเป็นสัญญาณมือเครนบอกให้ยกบูม 

  1. นอนบูม

กำมือพร้อมเหยียดแขนขวาออกจนสุดแขน และใช้หัวแม่มือชี้ลงที่พื้น เพื่อเป็นสัญญาณมือเครนบอกให้นอนบูม 

  1. ยกบูมพร้อมเลื่อนรอกลง 

เหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งออกสุด แบมือให้นิ้วโป้งชี้ลงแล้วกวักนิ้วทั้งสี่นิ้วที่เหลือไป-มา เพื่อให้สัญญาณมือเครนว่ายกบูมพร้อมเลื่อนรอกลง 

  1. ยกบูมพร้อมเลื่อนรอกขึ้น 

เหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งออกสุด แบมือให้นิ้วโป้งขึ้นฟ้าแล้วกวักนื้วทั้งสี่นิ้วที่เหลือไป-มา เพื่อให้สัญญาณมือเครนว่ายกบูมพร้อมเลื่อนรอกขึ้น

  1. หดบูม 

กำมือทั้งสองข้างคว่ำลง แล้วยกขึ้นเสมอเอว ให้นิ้วโป้งทั้งสองข้างชี้เข้าหาลำตัว

  1. ยึดบูม 

กำมือทั้งสองข้างแล้วหงายข้อมือ ยกขึ้นระดับเสมอเอว และเหยียดนิ้วโป้งของมือทั้งสองข้างออกนอกลำตัว  

  1. หมุนบูมไปทิศทางที่ต้องการ 

เหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งจนสุดแขน และชี้ไปตามทิศทางที่ต้องการให้หมุนบูมไป เพื่อเป็นการบอกให้หมุนบูมไปทิศนั้น

สัญญาณมืออื่น ๆ

  1. ยกวัตถุขึ้นอย่างช้า ๆ 

ยกแขนข้างใดข้างหนึ่งขึ้น โดยคว่ำฝ่ามือไว้ในระดับซ้าย และใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างชี้ขึ้นตรงกลางฝ่ามือแล้วค่อยหมุนช้า ๆ เพื่อเป็นการบอกให้ยกวัตถุขึ้นอย่างช้า ๆ 

  1. สั่งเดินหน้า 

เหยียดฝ่ามือด้านขวาออกตรงไปข้างหน้า ฝ่ามือตั้งตรงในระดับไหล่ และจึงทำท่าผลักไปในทิศทางที่ต้องการให้เครนเคลื่อนที่ 

การให้สัญญาณมือเครนแบบสากล

สรุป

หลังจากที่ทุกคนได้อ่านบทความนี้ หลายคนน่าจะเข้าใจวิธีการใช้สัญญาณมือเครนที่ถูกต้องกันแล้ว แน่นอนว่าการให้สัญญาณมือเครนถือเป็นสิ่งที่จำเป็นในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับไซต์งานก่อสร้างจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เรื่องสัญญาณมือเครน เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ทั้งนี้บริษัทรับเหมาก่อสร้างก็ควรมีการเทรนและฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้สัญญาณมือเครนระดับสากล แก่พนักงานด้วยเช่นเดียวกัน 

บริษัท เอกเครน โลจิสติกส์ จำกัด เราเป็นผู้นำด้านรถโมบายเครน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเปิดให้บริการเช่ารถเครนมานานกว่า 30 ปี เน้นความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งานและผู้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ เป็นหลัก พนักงานควบคุมรถเครนของเราทุกคนได้รับการฝึกอบรมการใช้รถเครน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-745-999 หรือ แอด Line @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

10 ข้อควรทราบในการบริหารความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

10 ข้อควรทราบเพื่อเสริมความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

ความปลอดภัยในงานก่อสร้างถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถมองข้าม หรือ ละเลยได้โดยเด็ดขาด เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา นอกจากทรัพย์สินที่เสียหายแล้ว อาจจะรวมไปถึงชีวิตของผู้ปฏิบัติหน้าที่และผู้ที่อยู่บริเวณรอบๆ นั่นจึงทำให้ความปลอดภัยในงานก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญ 

บทความนี้ผมจะพาทุกคนไปดู 10 ข้อควรทราบในการบริหารความภัยในงานก่อสร้าง ที่จะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ 

ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

สาเหตุที่ก่อเกิดให้เกิดอันตรายในงานก่อสร้าง

ก่อนจะทราบว่า 10 ข้อควรทราบในการบริหารความปลอดภัยในงานก่อสร้างมีอะไรบ้าง ผมอยากให้ทุกคนทราบถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายในงานก่อสร้างกันก่อนครับ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ 

  1. สาเหตุที่เกิดจากตัวบุคคล หรือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยเกิดจากความประมาท เช่น ไม่สวมอุปกรณ์เซฟตี้ หรือ อุปกรณ์นิรภัยระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่
  2. สาเหตุที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น งานก่อสร้างบนอาคารที่มีความสูงและมีแสงสว่างจ้าจนทำให้ตาพร่ามัว หรือ ลมแรงที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานบนนั่งร้าน เป็นต้น
  3. สาเหตุที่เกิดจากอุปกรณ์และเครื่องจักร โดยเกิดจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน หรือ ขาดการตรวจสภาพ ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี ทำให้อุปกรณ์ชำรุดและเสียหาย 

องค์ประกอบของความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

หากคุณต้องการสร้างความปลอดภัยในงานก่อสร้าง จำเป็นต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้ ได้แก่ 

1. ความปลอดภัยส่วนบุคคล

องค์ประกอบความปลอดภัยในงานก่อสร้างอย่างแรก คือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน และ ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ยังต้องรักษากฎระเบียบที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด จำเป็นต้องสวมเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์นิรภัยให้ถูกต้อง

2. ความปลอดภัยของสถานที่

องค์ประกอบความปลอดภัยในงานก่อสร้างอย่างที่ 2 คือ ในเขตก่อสร้างจำเป็นต้องมีการทำรั้วกันบริเวณโดยรอบทั้งหมดเพื่อป้องกันอันตรายและกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในเขตก่อสร้าง และจำเป็นต้องแบ่งบริเวณจัดเก็บอุปกรณ์ออกจากเขตก่อสร้างอย่างชัดเจน นอกจากนี้ควรมีแผ่นกั้นกันวัตถุที่อาจจะตกหล่นด้วย  

3. ความปลอดภัยในการใช้เครื่องจักร

องค์ประกอบความปลอดภัยในงานก่อสร้างอย่างที่ 3 คือ อุปกรณ์และเครื่องจักรทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างต้องมีการดูแลรักษาและจัดเก็บที่ถูกวิธี มีการตรวจเช็กสภาพตามที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมทั้งต้องใช้อุปกรณ์ในงานก่อสร้างให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของอุปกรณ์นั้น ๆ 

องค์ประกอบของความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

10 ข้อ ที่ควรทราบเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานก่อสร้าง

  1. ผู้ใช้งานเครื่องจักรจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับอุปกรณ์นั้น ๆ เพื่อให้รู้วิธีใช้งานที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยสร้างความปลอดภัยในงานก่อสร้างได้ 
  2. เครื่องจักรทุกประเภทต้องใช้งานถูกจุดประสงค์ของอุปกรณ์นั้น ๆ ห้ามใช้อุปกรณ์ผิดวัตถุประสงค์โดยเด็ดขาด เพราะสามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ 
  3. จำเป็นต้องมีการทดลองการใช้งานอุปกรณ์และเครื่องจักรก่อนใช้งานจริงอยู่เสมอ 
  4. ต้องมีการดูแลรักษาและตรวจเช็กสภาพอุปกรณ์อยู่เสมอ เพื่อป้องกันอุปกรณ์ชำรุด 
  5. ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องสวมอุปกรณ์นิรภัยตลอดเวลา เพื่อรักษาความปลอดภัยในงานก่อสร้าง
  6. คอยสังเกตป้ายตามบริเวณที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ เพราะไซต์งานก่อสร้างค่อนข้างใหญ่ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนไม่สามารถรู้ขั้นตอนการทำงานของส่วนอื่น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ 
  7. ควรแบ่งสัดส่วนของไซต์งานก่อสร้างให้ชัดเจน เช่น บริเวณไซต์งาน บริเวณที่จัดเก็บอุปกรณ์เครื่อง และบริเวณที่พักอาศัย 
  8. บริเวณไหนที่มีความเสี่ยง ควรทำป้ายหรือสัญลักษณ์เตือนให้ผู้คนอื่นรับรู้
  9. ควรติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เพลิงไหม้ เป็นต้น 
  10. เพื่อความปลอดภัยในงานก่อสร้าง จำเป็นต้องกำหนดเวลาเข้าออกของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน 

สรุป

ความปลอดภัยในงานก่อสร้างเป็นเรื่องที่ทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ  เพราะบริเวณไซต์งานสามารถเกิดอันตรายหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานไม่ควรที่จะประมาท หรือ ละเลยกฎระเบียบที่กำหนดไว้ เพราะอาจจะทำมาสู่อันตรายถึงชีวิตและทรัพย์สิน  นอกจากนี้บริษัทรับเหมาก่อสร้างทุกบริษัทควรที่จะต้องมีการอบรมให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยในงานก่อสร้างให้กับพนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสามารถลดอันตรายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันและช่วยลดอัตราการศูนย์เสียลดได้ 
บริษัท เอกเครน โลจิสติกส์ จำกัด เราเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านรถโมบายเครน โดยเปิดให้บริการเช่ารถเครนมานานกว่า 30 ปี คุณสามารถมั่นใจเรื่องความปลอดภัยได้ เพราะพนักงานควบคุมรถเครนของเราทุกคนได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี และมีใบเซอร์คนขับเครน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-745-999 หรือ แอด Line @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย