อัปเดต 2569 กฎหมายกระทรวงแรงงานในการใช้ ปั้นจั่น เครื่องจักร (กฎหมายปั้นจั่น)

อัปเดตกฎหมายกระทรวงแรงงานในการใช้ ปั้นจั่น เครื่องจักร

อัปเดตกฎหมายปั้นจั่นในปี 2569 โดยปัจจุบันนั้นประเทศไทยยังคงใช้ กฎหมายปั้นจั่น 2564 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันเป็นหลัก สำหรับใครที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้อง หรือ มีการใช้งานปั้นจั่น หรือ รถเครน ผมแนะนำว่าจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับที่กระทรวงได้มีการกำหนดไว้ก่อนครับ

สำหรับคนที่ต้องการตรวจสอบกฎหมายตัวเต็ม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน กฎหมายปั้นจั่น 2564 เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่เองและทุกคนที่มีส่วนร่วมครับ 

โดยบทความนี้ผมได้สรุปกฎหมายปั้นจั่น 2564 ฉบับล่าสุด พร้อมทั้งตอบคำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายปั้นจั่น 2564 ถ้าพร้อมแล้วไปดูพร้อมกันเลยดีกว่าครับว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง 

ทำความรู้จักกับ ‘กฎหมายปั้นจั่น’ ฉบับล่าสุดจากกระทรวงแรงงาน

บางคนอาจจะยังไม่รู้ใช่ไหมครับ ว่ากฎหมายปั้นจั่น หรือกฎหมายการใช้งานปั้นจั่น และเครื่องจักรอุตสาหกรรมฉบับ 2564 คืออะไร แล้วหมายถึงอะไร วันนี้ผมจะช่วยสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ เองครับ 

กฎหมายปั้นจั่น 2564 คือ มาตรฐานและข้อบังคับที่กระทรวงได้มีการกำหนด เพื่อใช้บริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครื่องจักร หม้อน้ำ และปั้นจั่น (หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า รถเครน) ซึ่งเป็นข้อกำหนดให้นายจ้างบริหารจัดการและดูแลความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้ลูกจ้างมีความปลอดภัยในการทำงานมากขึ้นนั่นเองครับ 

อัปเดตกฎหมายการใช้ปั้นจั่นฉบับล่าสุด

อัปเดต กฎหมายกระทรวงแรงงานในการใช้ เครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ากฎหมายปั้นจั่นมีมาหลายปีแล้ว โดยฉบับล่าสุด ได้แก่ กฎหมายปั้นจั่น 2564 ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 6 สิงหาคม และดำเนินการบังคับใช้เมมื่อพ้นกำหนด 90 วัน ซึ่งคือมีผลตั้งแต่ 4 พฤศจิกายน 2564 นั่นเอง

โดยกฎกระทรวงฉบับนี้จะครอบคลุมถึงเครื่องจักร 6 ประเภท ได้แก่

1.เครื่องจักรสำหรับยกคนทำงานขึ้นที่สูง

2.รอก

3.รถยก

4.ลิฟต์

5.เครื่องเชื่อมก๊าซ แลพเครื่องเชื่อมไฟฟ้า

6.เครื่องปั้มโลหะ

ครอบคลุมปั้นจั่น 3 ประเภท

1.ปั้นจั่นเหนือศีรษะและปั้นจั่นขาสูง

2.ปั้นจั่นหอสูง

3.รถปั้นจั่นหรือเรือปั้นจั่น

ครอบคลุมหม้อน้ำ 4 ประเภท

1.หม้อน้ำ

2.หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน

3.ภาชนะรับความดัน

4.ภาชนะบรรจุก๊าซรับความดัน

ซึ่งรายละเอียดของกฎหมายปั้นจั่น 2564 ก็มีทั้งปรับเพิ่มและปรับลดข้อบังคับค่อนข้างหลายข้อกันเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะผมก็ได้เตรียมสรุปคร่าว ๆ ไว้ให้ทุกคนข้างล่างนี้แล้ว ไปดูพร้อมกันเลยดีกว่า

1. หมวกที่ 1 เครื่องจักร

  • ส่วนที่ 1 บททั่วไป ข้อ 9 เครื่องจักรต้องมีการตรวจสอบประจำปีก่อนใช้งาน 
  • ส่วนที่ 3 เครื่องเชื่อมไฟฟ้าและเครื่องเชื่อมก๊าซ ข้อ 11 ในบริการที่ทำงานต้องมีการติดตั้งวิธีการทำงานของเครื่องปั๊มโลหะ เครื่องตัด เครื่องกลึง เครื่องตัด เครื่องขัด ฯลฯ 
  • ส่วนที่ 6 เครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานที่สูง ข้อ 12 เครื่องจักรที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายจำเป็นต้องมีการประเมินอันตราย 

2. หมวกที่ 2 ปั้นจั่น

  • ส่วนที่ 1 บททั่วไป ข้อ 58 นายจ้างต้องจัดให้มีการทดสอบอุปกรณ์และส่วนประกอบของปั้นจั่นอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี และต้องมีสำเนาเอกสารการทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจสอบความปลอดภัยสามารถตรวจสอบได้ 
  • ส่วนที่ 1 บททั่วไป ข้อ 60 สำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับปั้นจั่นที่ใช้เครื่องยนต์ นายจ้างต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด ต่อไปนี้ 
  1. จัดให้มีที่ครอบปิดหรือฉนวนหุ้มท่อไอเสีย
  2. จัดให้มีถังเก็บเชื้อเพลิงและต้องติดตั้งท่อส่งเชื้อเพลิงที่อยู่ในลักษณะที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์เชื้อเพลิงหก รั่ว หรือล้นออกมา
  3. กำหนดมาตรการการจัดเก็บและเครื่องย้ายเชื้อเพลิงสำรองที่มีความปลอดภัย 
  • ส่วนที่ 1 บททั่วไป ข้อ 62 นายจ้างต้องไม่ให้ลูกจ้างใช้ปั้นจั่นที่ชำรุด เสียหาย หรืออยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมปฏิบัติงาน 
  • ส่วนที่ 2 ปั้นจั่นเหนือศีรษะและปั้นจั่นขาสูง ข้อ 75 สำหรับนายที่ให้ลูกจ้างขึ้นไปทำงานบนปั้นจั่นที่มีความสูงเกิน 2 เมตร ต้องมีบันไดพร้อมราวจับ และโครงโลหะกันตก หรือ อุปกรณ์เซฟตี้อื่น ๆ ที่สามารถเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับลูกจ้างในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานฯ
  • ส่วนที่ 3 ปั้นจั่นหอสูง ข้อ 77 สำหรับปั้นจั่นที่มีรางล้อเลื่อนที่ ที่อยู่บนแขนปั้นจั่น กฎกำหนดว่านายจ้างจำเป็นต้องมีการติดตั้งสวิตซ์หยุดการทำงานของปั้นจั่นโดยอัตโนมัติ และ มีกันชนหรือกันกระแทกที่ปลายสองข้างของราว 

3. หมวกที่ 3 หม้อน้ำ

  • ส่วนที่ 1 บททั่วไป ข้อ 100 สำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบควบคุมหม้อต้มหรือหม้อน้ำที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน จำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้งานและความปลอดภัย และจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
  • ส่วนที่ 2 หม้อน้ำ ข้อ 107 ในการติดตั้งหม้อน้ำนายจ้างต้องมีการทดสอบตามที่คู่มือกำหนด และต้องมีวิศวกรคอยดูแลควบคุมระหว่างติดตั้ง 
  • ส่วนที่ 2 หม้อน้ำ ข้อ 108 นายจ้างต้องใช้น้ำที่ได้มาตรฐาน และ มีการควบคุมคุณภาพน้ำ ที่ใช้ในหม้อน้ำ โดยน้ำที่ใช้ต้องได้มาตรฐานตามที่กฎ ASME, EN, ISO, JIS หรือ ตามหลักวิศวกรรม 
กฎหมายปั้นจั่นมีอะไรบ้าง มีผลบังคับใช้เมื่อไร

กฎหมาย ปั้นจั่นฉบับปี 2564 มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่

เมื่อมีการอัปเดตกฎหมายปั้นจั่น 2564 มาใหม่ทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่าแล้วกฎที่กระทรวงออกมาจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ใช่ไหมครับ  กฎหมายปั้นจั่น 2564 มีผลบังคับใช้หลังพ้นกำหนด 90 วัน โดยนับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2564 เท่ากับว่าเรามีการกำหนดใช้งานในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 นั่นเอง

สรุป

หลังจากที่ได้อ่านบทความอัปเดต กฎหมายปั้นจั่น 2564 ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับข้อมูล ข่าวสาร และสามารถใช้งานปั้นจั่น หรือ เครน ได้ถูกวิธี ถูกต้องตามที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติหน้าที่และผู้ที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดสาระดี ๆ เกี่ยวกับการใช้งานปั้นจั่น สามารถติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ EK CRANE คลิกเลยครับ!

สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครนประเภทต่าง ๆ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

รู้จักอาชีพโฟร์แมนคืออะไร จบอะไร เงินเดือนเท่าไร ?

ตำแหน่ง โฟร์แมน คืออะไร สำคัญอย่างไรต่องานก่อสร้าง

Key Takeaways
โฟร์แมนคือผู้ควบคุมงานภาคสนามที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนแผนงานของวิศวกรให้เป็นจริง โดยมีหน้าที่สำคัญในการบริหารทีมงาน พนักงานก่อสร้าง ตรวจสอบวัสดุ รายงานความคืบหน้า และควบคุมความปลอดภัยในไซต์งาน อาชีพนี้มักเริ่มต้นจากสายช่างหรือโยธา มีโอกาสเติบโตในสายงานบริหาร พร้อมรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ การมีทักษะการประสานงานกับการเลือกใช้เครื่องจักร เช่น รถเครนรับจ้างที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินโครงการก่อสร้างได้มากยิ่งขึ้น

Table of Contents

ในฟันเฟืองของไซต์งานก่อสร้าง หากวิศวกรเปรียบเสมือนสมองที่คอยวางแผนงาน “โฟร์แมน” ก็คือกำลังหลักที่ช่วยขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดขึ้นจริงในไซต์งาน แต่ถ้าหากพูดถึงตำแหน่งนี้หลายคนอาจสงสัยว่า หน้าที่หลัก ๆ ของโฟร์แมนทำอะไรบ้าง และแตกต่างจากพนักงานก่อสร้างอย่างไร การทำความเข้าใจบทบาทตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงความรับผิดชอบในแต่ละวัน จะช่วยให้เห็นภาพรวมของอาชีพนี้ว่าต้องใช้ทั้งทักษะการบริหารทีมงาน และความรู้ด้านงานก่อสร้างควบคู่กันไป

โฟร์แมนคือใคร และมีบทบาทอย่างไรในหน้างานก่อสร้าง ? 

โฟร์แมนคือ ผู้ควบคุมงานภาคสนามที่มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานในไซต์ก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบแปลน มาตรฐานความปลอดภัย และตามแผนงานที่กำหนดโดยวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง ตำแหน่งนี้จึงถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

โดยปกติแล้ว โครงสร้างการทำงานของโครงการก่อสร้าง โฟร์แมนจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายบริหารโครงการ วิศวกร และทีมพนักงานก่อสร้างเพื่อให้การสื่อสารตรงกันและลดความผิดพลาดระหว่างการทำงานจริง

หน้าที่ของโฟร์แมนในไซต์งานก่อสร้าง

หลายคนสงสัยว่า หน้าที่ของโฟร์แมนมีอะไรบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปจะครอบคลุมงานสำคัญดังนี้

  • ควบคุมพนักงานก่อสร้างในหน้างาน : มอบหมายงานให้ทีมช่างตามลำดับขั้นตอน พร้อมติดตามความคืบหน้าและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้งานดำเนินต่อเนื่องตามแผน
  • ตรวจสอบวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง : ตรวจสอบวัสดุที่เข้าหน้างานให้ตรงตามสเปก ควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อลดการสูญเสียและควบคุมต้นทุนโครงการ
  • รายงานความคืบหน้าของงานประจำวัน : จัดทำรายงาน Daily Report เพื่อสรุปความคืบหน้า ปัญหาหน้างาน และสถานะการดำเนินงานให้ผู้ควบคุมโครงการทราบ
  • ดูแลความปลอดภัยในไซต์งาน : ตรวจสอบการใช้อุปกรณ์ PPE และสภาพแวดล้อมการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในไซต์งาน

ความแตกต่างระหว่างโฟร์แมนและวิศวกร

แม้จะทำงานใกล้ชิดกัน แต่หน้าที่ของทั้งสองตำแหน่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

  1. โฟร์แมน (Foreman) : เน้นการควบคุมการทำงานในไซต์งานจริง ดูแลทีมช่าง ตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้สอดคล้องกับแบบก่อสร้าง
  2. วิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง (Engineer) : รับผิดชอบด้านการวางแผน คำนวณโครงสร้าง ควบคุมงบประมาณ ตรวจสอบมาตรฐานงาน และประสานงานกับผู้ออกแบบหรือที่ปรึกษาโครงการ

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ วิศวกรเป็นผู้กำหนดแนวทางการทำงาน ส่วนโฟร์แมนคือผู้ควบคุมให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแนวทางนั้นอย่างถูกต้อง

โฟร์แมนกำลังประสานงานกับวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างภายในไซต์งานก่อสร้าง

เส้นทางอาชีพ : โฟร์แมนต้องจบอะไร? และโอกาสเติบโต

การทำงานในตำแหน่งโฟร์แมนจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านงานก่อสร้าง เพื่อให้สามารถอ่านแบบและประสานงานกับวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างได้อย่างถูกต้อง

อยากเป็นโฟร์แมนต้องเรียนจบอะไร?

โดยทั่วไปบริษัทก่อสร้างหรือผู้รับเหมา มักรับผู้จบสายช่างหรือสายโยธาโดยตรง เช่น

  • ระดับ ปวส. : สาขาช่างก่อสร้าง หรือช่างโยธา ถือเป็นวุฒิยอดนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุด เนื่องจากเน้นการปูพื้นฐานภาคปฏิบัติจนมีความชำนาญ 
  • ระดับปริญญาตรี : สำหรับผู้ที่จบสาขาวิศวกรรมโยธา เทคโนโลยีก่อสร้าง หรือสถาปัตยกรรม ก็สามารถเริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งโฟร์แมนเพื่อเก็บประสบการณ์หน้างานก่อนขยับขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารในอนาคต 
  • ทักษะเสริมที่จำเป็น : ในยุคดิจิทัล โฟร์แมนควรมีความรู้เรื่องโปรแกรมอ่านแบบ (AutoCAD หรือ BIM), การประมาณราคาเบื้องต้น และกฎหมายควบคุมอาคารเบื้องต้น

โครงสร้างโฟร์แมน: เงินเดือนและรายได้

ค่าตอบแทนของอาชีพนี้มีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับประเภทโครงการที่ต้องไปรับผิดชอบ เช่น โครงการบ้านจัดสรร, คอนโดมิเนียม, งานถนน รวมถึงประสบการณ์ในการทำงาน 

  • โฟร์แมนจบใหม่ (Junior) : รายได้เริ่มต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000-22,000 บาท
  • โฟร์แมนประสบการณ์สูง (Senior) : หากดูแลโครงการขนาดใหญ่หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รายได้อาจอยู่ที่ 35,000-50,000 บาทขึ้นไป
  • สวัสดิการและรายได้เสริม : นอกจากเงินเดือนประจำ มักมีค่าเบี้ยเลี้ยงหน้างาน (Per diem), ค่าที่พักกรณีต้องไปประจำต่างจังหวัด, ค่าล่วงเวลา (OT) และโบนัสตามความสำเร็จของโครงการ (Project Bonus)
หน้าที่ของโฟร์แมนในการวางแผนงานร่วมกับทีมพนักงานก่อสร้างในไซต์งาน

5 ทักษะสำคัญที่โฟร์แมนต้องมีในการทำงานจริง

แม้จะมีพื้นฐานการศึกษาที่เหมาะกับการทำงาน แต่การเป็นโฟร์แมนที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีทักษะหลายด้านควบคู่กัน เช่น 

  1. ทักษะการวางแผนงาน : โฟร์แมนต้องสามารถจัดลำดับขั้นตอนการทำงานให้สอดคล้องกับแผนหลักของวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง เพื่อให้โครงการดำเนินได้ตามกำหนดเวลา
  2. ทักษะการสื่อสารประสานงาน : ต้องสามารถถ่ายทอดรายละเอียดแบบก่อสร้างให้พนักงานก่อสร้างเข้าใจได้ง่าย พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ผู้บริหารทราบอย่างชัดเจน
  3. ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า : ในไซต์งานจริงมักเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น วัสดุขาด เครื่องจักรไม่พร้อมใช้งาน หรือสภาพอากาศไม่เหมาะสม โฟร์แมนต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
  4. ทักษะการควบคุมต้นทุน : การบริหารวัสดุและแรงงานให้ใช้งานอย่างคุ้มค่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการ
  5. ทักษะการบริหารทีมงาน : การดูแลวินัย ความปลอดภัย และความสัมพันธ์ภายในทีมช่าง เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การทำงานดำเนินไปอย่างราบรื่น

บทบาทของโฟร์แมนกับการเลือกใช้เครื่องจักรในไซต์งานก่อสร้าง

อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของโฟร์แมนคือการประสานงานด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ยกในหน้างาน เช่น การเลือกใช้เครนให้เหมาะสมกับลักษณะงาน โดยเฉพาะงานติดตั้งโครงสร้างเหล็ก งานยกวัสดุขึ้นที่สูง หรือการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ขนาดใหญ่

การเลือกใช้บริการรถเครนรับจ้างที่ได้มาตรฐาน จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการทำงาน และช่วยให้โครงการดำเนินไปตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังวางแผนสำหรับงานยกในไซต์งานก่อสร้าง EK CRANE พร้อมให้บริการรถเครนรับจ้างหลากหลายขนาด รองรับงานยกติดตั้งโครงสร้างและเคลื่อนย้ายวัสดุในทุกประเภทโครงการ ด้วยทีมงานมืออาชีพที่สามารถประสานงานร่วมกับโฟร์แมนในหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้โครงการดำเนินงานได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และตรงตามระยะเวลาที่กำหนด

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

แหล่งอ้างอิง

  1. โฟร์แมนคือใคร ทำหน้าที่อะไร สำคัญกับงานก่อสร้างอย่างไรบ้าง?. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569. จาก https://www.humansoft.co.th/en/blog/foreman

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาชีพโฟร์แมนในงานก่อสร้าง (FAQs)

Q: โฟร์แมนจำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างมาก่อนหรือไม่ ?

A: โดยทั่วไป ผู้ที่เริ่มต้นเป็นพนักงานก่อสร้างหรือสายช่างมาก่อนจะมีความได้เปรียบ เพราะเข้าใจขั้นตอนการทำงานจริงในไซต์งานก่อสร้าง ทำให้สามารถพัฒนาไปสู่ตำแหน่งโฟร์แมนต่อได้ ทั้งยังช่วยให้สามารถควบคุมงานหน้างานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

Q: โฟร์แมนสามารถเลื่อนตำแหน่งไปเป็นผู้ควบคุมโครงการได้หรือไม่ ?

A: สามารถทำได้ หากมีประสบการณ์หน้างานต่อเนื่อง พัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ และมีความรู้ด้านการวางแผนโครงการเพิ่มเติม บางองค์กรสนับสนุนให้ศึกษาต่อหรืออบรมเฉพาะทาง เพื่อเติบโตสู่ตำแหน่งหัวหน้าควบคุมงานหรือผู้จัดการโครงการในอนาคต

Q: โฟร์แมนต้องทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานตลอดเวลาหรือไม่ ?

A: โดยลักษณะงาน โฟร์แมนจำเป็นต้องอยู่ประจำหน้างานเป็นหลัก เพื่อควบคุมทีมพนักงานก่อสร้าง ตรวจสอบความคืบหน้า และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที จึงถือเป็นตำแหน่งที่ต้องทำงานภาคสนามมากกว่างานสำนักงาน

Q: โฟร์แมนต้องมีทักษะด้านเอกสารหน้างานมากน้อยเพียงใด ?

A: โฟร์แมนควรมีทักษะด้านเอกสารพื้นฐาน เช่น การจัดทำรายงานความคืบหน้าประจำวัน การบันทึกปริมาณงาน และการตรวจสอบรายการวัสดุ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการควบคุมงานและติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างเป็นระบบ

รถเฮี๊ยบคืออะไร แตกต่างจากรถเครนหรือไม่ เหมาะกับงานประเภทใด

รถเฮี๊ยบคืออะไร

รถเฮี๊ยบ คำคุ้นหูของใครหลายคนที่เคยได้ยินกันบ่อย ๆ บางคนก็อาจทราบอยู่แล้วว่าเป็นชื่อเรียกของรถเครน แต่คำว่าเฮี๊ยบนั้นมาจากไหนก็มีน้อยคนนักที่จะทราบที่ไปที่มาของชื่อนี้ อีกทั้งการนำรถเฮี๊ยบมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากหรือมีขนาดใหญ่ ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยอีกว่า แล้วรถเฮี๊ยบต่างจากรถเครนหรือไม่?

ในบทความนี้เราจึงจะพาทุกคนมารู้จักที่มาที่ไปของ รถเฮี๊ยบ ว่าแท้จริงแล้วรถเฮี๊ยบ คืออะไร แตกต่างจากรถเครนหรือไม่ เหมาะกับงานประเภทใด มาไขข้อสงสัยไปพร้อมกันเลย

รถเฮี๊ยบคืออะไร

Hiab หรือ รถเฮี๊ยบ คือ รถบรรทุกติดเครนหรือปั้นจั่นชนิดหนึ่ง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Truck Loader Crane ซึ่งรถเฮี๊ยบจะมีลักษณะเหมือนรถบรรทุกทั่วไป และมีเครนติดตั้งอยู่ด้านหลังของรถสามารถปรับระดับขึ้นลงได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการยกและขนย้ายสิ่งของ นอกจากนี้รถเฮี๊ยบบางประเภทยังมีกระเช้าให้ใช้งานอีกด้วย ทำให้รถเฮี๊ยบสามารถนำมาใช้งานได้อย่างหลากหลายรูปแบบ 

สำหรับที่มาที่ไปของคำว่า “เฮี๊ยบ” นี้มาจากชื่อยี่ห้อของรถบรรทุกติดเครนแบรนด์แรกที่นำเข้ามาขายในไทย จึงทำให้ใครหลายคนเรียกติดปากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รถเฮี๊ยบมีถิ่นกำเนิดจากประเทศสวีเดน เมื่อประมาณกลางปี ค.ศ.1947 โดยเป็นชื่อสินค้าของบริษัท Hydrauliska Industri AB ประเทศสวีเดน 

ขนาดของรถเฮี๊ยบ

ขนาดของรถเฮี๊ยบ

โดยทั่วไปแล้วขนาดของรถเฮี๊ยบสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

  1. รถเฮี๊ยบ หรือรถบรรทุกติดเครน ติดกระเช้าสูง 18 เมตร
  2. รถเฮี๊ยบ หรือรถบรรทุกติดเครน 3 ตัน กว้าง 2.50 เมตร ยาว 6.50 เมตร
  3. รถเฮี๊ยบ หรือรถบรรทุกติดเครน 5 ตัน กว้าง 2.50 เมตร ยาว 6.50 เมตร
  4. รถเฮี๊ยบ หรือรถบรรทุกติดเครน 6 ตัน กว้าง 2.50 เมตร ยาว 6.50 เมตร
  5. รถเฮี๊ยบ หรือรถบรรทุกติดเครน 8 ตัน กว้าง 2.50 เมตร ยาว 6.50 เมตร
  6. รถเฮี๊ยบ หรือรถบรรทุกติดเครน 10 ตัน กว้าง 2.50 เมตร ยาว 6.50 เมตร

หมายเหตุ รถบรรทุกที่ติดเครื่องทุ่นแรงจะมีทั้ง รถบรรทุก 6 ล้อ 10 ล้อ และ 12 ล้อ

รถเฮี๊ยบเหมาะกับงานประเภทใด

รถเฮี๊ยบเหมาะกับงานประเภทใด

รถเฮี๊ยบ หรือรถบรรทุกติดเครนจะมีเครนติดตั้งไว้บนรถบรรทุก เหมาะสำหรับใช้ในการขนส่งหรือขนย้ายสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ โดยรถเฮี๊ยบจะมีให้เลือกใช้งานหลากหลายประเภทตามการรองรับน้ำหนักของตัวรถ ซึ่งสามารถรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 3 ตัน 5 ตัน และ 10 ตัน แถมยังปรับระดับความสูง-ต่ำได้ จึงทำให้สามารถใช้ขนย้ายของได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โดยรถเฮี๊ยบเหมาะกับงานประเภทย้ายสิ่งของหนัก ๆ หรือใช้ในการยก บรรทุกสินค้า 

  • ใช้บรรทุกขนย้ายสิ่งของ เช่น วัสดุก่อสร้าง เหล็ก ปูน อิฐ อุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องจักรขนาดใหญ่ กระจก ท่อน้ำ
  • ใช้เป็นเครนยกของ เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ โฟลค์ลิฟท์ (Forklift) ยกต้นไม้ใหญ่ ม้วนสายไฟ โครงหลังคา ถังน้ำมัน
  • ช่วยในงานก่อสร้าง 
  • ใช้ร่วมกับรถกระเช้าเพื่อทำงานติดตั้งต่าง ๆ เช่น ติดตั้งกระจก ติดตั้งป้าย

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

วิธีการใช้งานรถเฮี๊ยบ

ก่อนการใช้งานรถเฮี๊ยบจำเป็นจะต้องศึกษาคู่มือการใช้งานให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หรือสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ สำหรับวิธีการใช้งานรถเฮี๊ยบมีดังต่อไปนี้

  1. ศึกษาอ่านคู่มือและทำความเข้าใจการใช้งาน และชั้นตอนการบำรุงรักษารถเฮี๊ยบอย่างถี่ถ้วน นอกจากนี้ควรมีคู่มือติดไว้กับตัวรถตลอดเวลา
  2. ก่อนใช้งานต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ของที่จะทำการยกและอุปกรณ์ช่วยยก ต้องมีน้ำหนักไม่เกินตัวรถเฮี๊ยบ และพิกัดรอก รวมถึงควรใช้หูยกยกของเสมอ
  3. ตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้แน่ใจว่าพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย ไม่หลวม ไม่หย่อน เช่น ตะขอยก สลิง โซ่ เป็นต้น
  4. ตรวจสอบให้มั่นใจว่าของที่จะยกมั่นคงแล้ว 
  5. ห้ามยกของในขณะที่มีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในบริเวณที่ทำงาน
  6. ไม่ควรควบคุมเครื่องจักรอย่างรุนแรง
  7. ลงของด้วยความระมัดระวัง ภายใต้การควบคุมที่ตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัย
ความแตกต่างระหว่างรถเฮี๊ยบกับรถเครน

รถเฮี๊ยบกับรถเครนแตกต่างกันไหม?

อย่างที่กล่าวไปว่ารถเฮี๊ยบ คือหนึ่งในประเภทของรถเครนเคลื่อนที่ หรือ Mobile Crane ซึ่งรถเฮี๊ยบเป็นชื่อเรียกของเครนติดรถบรรทุก ดังนั้นรถเครนและรถเฮี๊ยบจึงไม่แตกต่างกัน โดยประเภทของรถเครนเคลื่อนที่นั้นสามารถแบ่งได้ 4 ประเภทคือ

  1. รถเครนบรรทุก (Truck Loader Crane) หรือที่เรียกกันว่า รถเฮี๊ยบ นั่นเอง
  2. รถเครนตีนตะขาบ (Crawler Crane)
  3. รถเครน 4 ล้อ (Rough Terrain Crane)
  4. รถเครนล้อยาง (All Terrain Crane)

สรุป

รถเฮี๊ยบ คือชื่อเรียกของเครนติดบรรทุกที่ติดปากใครหลาย ๆ คนมานาน รถเฮี๊ยบสามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายประเภท ทั้งยกขนย้ายสิ่งของ ใช้ในงานก่อสร้าง หรือจะใช้งานร่วมกับกระเช้าก็ได้เช่นกัน รถเฮี๊ยบสามารถช่วยให้ทำงานได้สะดวก ร่นระยะเวลา และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก่อนการใช้รถเฮี๊ยบทุกครั้งผู้คุมควรตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งหมดให้ถี่ถ้วน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ทางบริษัท เอกเครน ไม่มีบริการให้เช่ารถเฮี๊ยบ แต่สำหรับผู้ที่สนใจเช่า โมไบล์เครน (Mobile Crane) หรือรถเครนประเภทต่าง ๆ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้ให้บริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

วิธีคำนวณ Load Chart ตารางการรับน้ำหนักของรถเครน

การคำนวณ Load Chart ตารางรับน้ำหนัก เพื่อความปลอดภัยในการใช้เครน

การคำนวณน้ำหนักและระยะยกตามหลัก Load Chart เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้เครน และเป็นความรู้ที่ควรเข้าใจอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การหาค่าระยะยก ระยะความสูง ไปจนถึงความยาวของบูมและพิกัดยกที่แท้จริง ทั้งนี้ หากต้องการใช้งานอย่างปลอดภัย บริการรถเครนให้เช่าจากทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูง เป็นตัวเลือกที่ช่วยให้การทำงานของคุณราบรื่นและมั่นใจมากขึ้น

บางคนอาจจะเคยได้ยิน หรือ เคยได้อ่านข่าว ลวดสลิงของรถเครนขาด รถปั้นจั่นล้ม หรือ วัตถุที่ยกตกหล่นทำให้ทรัพย์สินบริเวณรอบ ๆ ได้รับความเสียหาย หรือ อาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แน่นอนว่าเป็นเหตุการณ์ที่อันตรายและไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้น 

วันนี้ผมจึงจะมาแนะนำทุกคนเกี่ยวกับ การคำนวณเครน หรือ คำนวณน้ำหนักที่เครนสามารถรับได้ไหว หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Load Chart เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ถ้าหากพร้อมแล้วไปดูกันเลยดีกว่า ว่าวิธีการคำนวณเครน ต้องทำยังไง 

การคำนวณ Load Chart สำคัญอย่างไร

บางคนอาจจะยังสงสัยว่าทำไมต้องคำนวณเครน การคำนวณเครน (Load Chart) สำคัญอย่างไร ? จริง ๆ แล้ว การคำนวณเครนถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เลยทีเดียวครับ เพราะถ้าหากน้ำหนักวัตถุที่ยก กับ น้ำหนักที่รถเครนสามารถยกได้ ไม่เหมาะสมกัน สามารถเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่ส่งผลกับทรัพย์สินและชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ได้ 

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

วิธีคำนวณน้ำหนักที่เครนสามารถยกได้

1. คำนวณหาระยะยก B หรือ ระยะทำงาน

อย่างแรกที่ต้องทำในการคำนวณเครน คือ การคำนวณหาระยะทำงาน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Working radius โดยสามารถหาได้จาก 

ระยะยก B = การวัดตั้งแต่จุดศูนย์กลางของเอวสวิงเครนไปจนถึงจุดที่วางชิ้นงาน 

2. คำนวณหาระยะความสูง

ขั้นต่อมาในการคำนวณเครนได้แก่การหาระยะความสูง หรือ Lifting Hight โดยทุกคนสามารถหาได้จาก

ระยะความสูง = ความสูงที่จุดวาง + ความสูงชิ้นงานและอุปกรณ์ช่วยยก + ระยะเผื่อที่ 1 และ 2 

3. คำนวณหาระยะความยาวบูม

ขั้นที่ 3 ในการคำนวณเครน หลังจากที่เราได้ค่าระยะทำงาน และ ระยะความสูง แล้วจะช่วยให้เราสามารถหาความยาวบูมที่จะช่วยให้เราสามารถอ่านค่าตารางยก (Load Chart) ได้ โดยสามารถหาระยะความยาวบูมได้จาก

  1. ทำเครื่องหมาย ตามระยะการทำงานที่หาได้ (กราฟแนวนอน)
  2. ทำเครื่องหมาย ตามระยะความสูงที่หาได้ (กราฟแนวตั้ง)
  3. ลากเส้นจากเครื่องหมายที่ทำไว้ทั้ง 2 จุด จบบรรจบกัน และดูว่าจุดที่ได้อยู่ใต้สวิงบูมที่ความยาวเท่าไหร่ 
  4. อ่านค่าองศาระยะความยาวบูมที่ได้ 
Load chart การคำนวณเครน

4. อ่านตาราง Loading Chart เพื่อค่าพิกัดยก

หลังจากที่เราได้ค่าความยาวบูมแล้วก็สามารถอ่านค่าตารางยก หรือ Load Chart ซึ่งก็จะช่วยให้เราทราบว่าค่าพิกัดยกของรถเครนคันนั้น ๆ 

5. การคำนวณน้ำหนักที่เครนสามารถยกได้ทั้งหมด

มาถึงขั้นตอนสุดท้ายในการคำนวณเครนแล้วครับ คือ การคำนวณน้ำหนักที่เครนสามารถยกได้ โดยหาจาก 

น้ำหนักที่เครนสามารถยกได้ = น้ำหนักชิ้นงาน + น้ำหนักสลิง และ ตะขอเครน + น้ำหนักของอุปกรณ์ช่วยยก 

ความหมายข้อความและสัญลักษณ์บน Load Chart

นอกจากการคำนวณเครนแล้ว การเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์บน Load Chart ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะช่วยให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ดังนั้นผมแนะนำว่าผู้ที่ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถเครน รถปั้นจั่น จำเป็นต้องศึกษาความหมายข้อความ และ สัญลักษณ์ 

โดยวันนี้ผมได้นำข้อความ และ สัญลักษณ์ที่จำเป็นเกี่ยวกับการอ่าน Load Chart มาแนะนำครับ 

  1. หน่วยน้ำหนักที่ใช้นิยมใช้เป็นหน่วยน้ำหนัก ตัน (ton)
  2. รุ่นผลิต จะช่วยให้ทราบประเภทเครน และ ความสามารถในการยกน้ำหนัก เช่น TR250M-6 หมายความว่า รถเครนยี่ห้อ Tanano ประเภท Rough Treeain Carne สามารถยกได้ 25 ตัน 
  3. ความกว้างของขาเครน จะช่วยให้ตอนอ่านตาราง Load Chart ว่าภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ควรใช้ความกว้างของขาเครนเท่าไหร่ 

สรุป

นอกจากความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทรถเครนที่จะทำให้ใช้รถเครนได้ตรงวัตถุประสงค์แล้ว การคำนวณเครน การอ่านตาราง Load Chart เพื่อหาน้ำหนักที่สามารถยกได้ เป็นอีกเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ดังนั้นทุกบริษัทที่ให้บริการรถเครน หรือ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง จำเป็นต้องเทรนและให้ความรู้กับพนักงานเกี่ยวกับการคำนวณเครน เพื่อความปลอดภัยในการทำงานครับ 

บริษัท เอกเครน โลจิสติกส์ จำกัด เราเป็นผู้นำด้านรถโมบายเครน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเปิดให้บริการเช่ารถเครนมานานกว่า 30 ปี เน้นความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งานและผู้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ เป็นหลัก พนักงานควบคุมรถเครนของเราทุกคนได้รับการฝึกอบรมการใช้รถเครน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-745-999 หรือ แอด Line @EKCRANE

การให้สัญญาณมือเครนที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

การให้สัญญาณมือเครนที่ถูกต้อง เสริมความแม่นยำในการทำงาน

นอกจากการวิธีการใช้รถเครนที่ถูกต้องและความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในงานก่อสร้างแล้ว การให้สัญญาณมือเครน เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยทั้งผู้ใช้รถเครนและผู้ให้สัญญาณจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการให้สัญญาณมือเครนระดับสากล เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน 

บทความนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักเกี่ยวกับการสัญญาณมือเครน ที่จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้าทุกคนพร้อมแล้วไปดูกันเลยดีกว่าครับ 

ทำไมต้องมีสัญญาณมือเครน

ทำไมต้องมีสัญญาณมือเครน? สัญญาณมือเครนมีความสำคัญอย่างไร ? ผมสามารถตอบได้เลยครับ ว่าสัญญาณมือเครนมือเป็นสัญญาณที่มีความสำคัญและไม่สามารถขาดได้โดยเด็ดขาด เพราะการให้สัญญาณมือเครน จะช่วยให้ผู้ขับรถเครนสามารถรับรู้ว่าควรเคลื่อนที่ไปทางไหน และ ยังช่วยให้รับรู้บริเวณจุดบอดต่าง ๆ ที่ผู้ขับรถเครนไม่สามารถมองเห็นได้

ซึ่งการให้สัญญาณมือเครน นอกจากจะสามารถช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงานได้แล้ว ยังช่วยให้การทำงานนั้นเป็นไปได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ภายในบริเวณไซต์ก่อสร้างนั้นจะมีเสียงดังจากการดำเนินงานของเครื่องจักรต่าง ๆ ทำให้การสื่อสารด้วยเสียง (หรือวิทยุสื่อสาร) นั้นผิดพลาดได้ง่าย จึงทำให้การใช้สัญญาณมือนั้นถูกคิดค้นขึ้นมา ซึ่งได้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายและเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับผู้ใช้งานเครนทั่วโลก

นอกจากนี้สัญญาณมือเครนยังมีประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ด้วยครับ เพราะจะช่วยให้ผู้ที่อยู่บริเวณโดยรอบ สามารถรับรู้และหลีกเลี่ยงบริเวณที่เครนกำลังทำงานอยู่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย

โดยสัญญาณมือเครนที่ทาง Ek Crane จะแนะนำให้ทราบภายในบทความนี้ เป็นสัญญาณมือเครนแบบสากลซึ่งสามารถใช้ส่งสัญญาณขณะใช้งานเครนร่วมกันได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องกังวลในเรื่องของภาษาที่ใช้ทำงานร่วมกันเลยทีเดียว

รวมสัญญาณมือเครนสากล เซฟไปใช้ได้เลย

16 สัญญาณมือเครนสากล ที่จะช่วยให้การทำงานปลอดภัย

หลังจากที่รู้ประโยชน์ของสัญญาณมือเครนแล้ว เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าสัญญาณมือเครนสากลที่ทั่วโลกใช้งานกันนั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสัญญาณมีความหมายว่าอย่างไร 

สัญญาณหยุด

  1. หยุดยกวัตถุ

คว่ำฝ่ามือและเหยียดแขนด้านซ้ายออกไปจนสุดแขน ในระดับไหล่ พร้อมเหวี่ยงไป-มา ในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สัญญาณมือเครนหยุดยกวัตถุ

  1. หยุดยกแบบฉุกเฉิน 

คว่ำฝ่ามือลงและเหยียดแขนทั้งสองข้างจนสุดในระดับหัวไหล่ พร้อมเหวี่ยงไป-มาในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สัญญาณมือเครนหยุดยกวัตถุฉุกเฉิน

  1. หยุดและยึดเชือกลวดทั้งหมด 

กำมือทั้งสองข้างเข้าหากันโดยให้มืออยู่ระดับเอว เพื่อส่งสัญญาณให้หยุดและยึดเชือกลวดทั้งหมด 

สัญญาณรอก

  1. ใช้รอกเล็ก 

งอกข้อศอกข้างใดข้างหนึ่งขึ้นพร้อมทั้งกำมือให้อยู่ในระดับหัวไหล่ โย้ไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วใช้มืออีกข้างแตะที่ข้อศอกข้างที่งอ เพื่อให้สัญญาณมือเครนว่าให้ใช้รอกเล็ก

  1. ใช้รอกใหญ่

กำมือข้างใดข้างหนึ่ง แล้วยกมือขึ้นระดับเหนือศีรษะแล้วเคาะเบา ๆ บนศีรษะของตนเอง เพื่อให้สัญญาณใช้รอกใหญ่ 

  1. เลื่อนรอกขึ้น 

งอข้อศอกข้างใดข้างหนึ่งตั้งฉาก ใช้ชี้นิ้วชี้ขึ้นแล้วจึงค่อย ๆ หมุนเป็นวงกลม เพื่อเป็นสัญญาณมือเครนบอกให้เลื่อนรอกขึ้น

  1. เลื่อนรอกลง

กางแขนข้างใดข้างหนึ่งออกเล้กน้อย ใช้นิ้วชี้ชี้ลงพื้น แล้วค่อย ๆ หมุนเป็นวงกลม แล้วจึงกำมือทั้งสองข้างคว่ำลงแล้วยกขึ้น 

สัญญาณบูม

  1. ยกบูม 

กำมือพร้อมเหยียดแขนขวาออกจนสุดแขน และใช้หัวแม่มือชี้ขึ้นข้างบน เพื่อเป็นสัญญาณมือเครนบอกให้ยกบูม 

  1. นอนบูม

กำมือพร้อมเหยียดแขนขวาออกจนสุดแขน และใช้หัวแม่มือชี้ลงที่พื้น เพื่อเป็นสัญญาณมือเครนบอกให้นอนบูม 

  1. ยกบูมพร้อมเลื่อนรอกลง 

เหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งออกสุด แบมือให้นิ้วโป้งชี้ลงแล้วกวักนิ้วทั้งสี่นิ้วที่เหลือไป-มา เพื่อให้สัญญาณมือเครนว่ายกบูมพร้อมเลื่อนรอกลง 

  1. ยกบูมพร้อมเลื่อนรอกขึ้น 

เหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งออกสุด แบมือให้นิ้วโป้งขึ้นฟ้าแล้วกวักนื้วทั้งสี่นิ้วที่เหลือไป-มา เพื่อให้สัญญาณมือเครนว่ายกบูมพร้อมเลื่อนรอกขึ้น

  1. หดบูม 

กำมือทั้งสองข้างคว่ำลง แล้วยกขึ้นเสมอเอว ให้นิ้วโป้งทั้งสองข้างชี้เข้าหาลำตัว

  1. ยึดบูม 

กำมือทั้งสองข้างแล้วหงายข้อมือ ยกขึ้นระดับเสมอเอว และเหยียดนิ้วโป้งของมือทั้งสองข้างออกนอกลำตัว  

  1. หมุนบูมไปทิศทางที่ต้องการ 

เหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งจนสุดแขน และชี้ไปตามทิศทางที่ต้องการให้หมุนบูมไป เพื่อเป็นการบอกให้หมุนบูมไปทิศนั้น

สัญญาณมืออื่น ๆ

  1. ยกวัตถุขึ้นอย่างช้า ๆ 

ยกแขนข้างใดข้างหนึ่งขึ้น โดยคว่ำฝ่ามือไว้ในระดับซ้าย และใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างชี้ขึ้นตรงกลางฝ่ามือแล้วค่อยหมุนช้า ๆ เพื่อเป็นการบอกให้ยกวัตถุขึ้นอย่างช้า ๆ 

  1. สั่งเดินหน้า 

เหยียดฝ่ามือด้านขวาออกตรงไปข้างหน้า ฝ่ามือตั้งตรงในระดับไหล่ และจึงทำท่าผลักไปในทิศทางที่ต้องการให้เครนเคลื่อนที่ 

การให้สัญญาณมือเครนแบบสากล

สรุป

หลังจากที่ทุกคนได้อ่านบทความนี้ หลายคนน่าจะเข้าใจวิธีการใช้สัญญาณมือเครนที่ถูกต้องกันแล้ว แน่นอนว่าการให้สัญญาณมือเครนถือเป็นสิ่งที่จำเป็นในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับไซต์งานก่อสร้างจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เรื่องสัญญาณมือเครน เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ทั้งนี้บริษัทรับเหมาก่อสร้างก็ควรมีการเทรนและฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้สัญญาณมือเครนระดับสากล แก่พนักงานด้วยเช่นเดียวกัน 

บริษัท เอกเครน โลจิสติกส์ จำกัด เราเป็นผู้นำด้านรถโมบายเครน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเปิดให้บริการเช่ารถเครนมานานกว่า 30 ปี เน้นความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งานและผู้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ เป็นหลัก พนักงานควบคุมรถเครนของเราทุกคนได้รับการฝึกอบรมการใช้รถเครน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-745-999 หรือ แอด Line @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

10 ข้อควรทราบในการบริหารความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

10 ข้อควรทราบเพื่อเสริมความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

ความปลอดภัยในงานก่อสร้างถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถมองข้าม หรือ ละเลยได้โดยเด็ดขาด เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา นอกจากทรัพย์สินที่เสียหายแล้ว อาจจะรวมไปถึงชีวิตของผู้ปฏิบัติหน้าที่และผู้ที่อยู่บริเวณรอบๆ นั่นจึงทำให้ความปลอดภัยในงานก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญ 

บทความนี้ผมจะพาทุกคนไปดู 10 ข้อควรทราบในการบริหารความภัยในงานก่อสร้าง ที่จะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ 

ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

สาเหตุที่ก่อเกิดให้เกิดอันตรายในงานก่อสร้าง

ก่อนจะทราบว่า 10 ข้อควรทราบในการบริหารความปลอดภัยในงานก่อสร้างมีอะไรบ้าง ผมอยากให้ทุกคนทราบถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายในงานก่อสร้างกันก่อนครับ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ 

  1. สาเหตุที่เกิดจากตัวบุคคล หรือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยเกิดจากความประมาท เช่น ไม่สวมอุปกรณ์เซฟตี้ หรือ อุปกรณ์นิรภัยระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่
  2. สาเหตุที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น งานก่อสร้างบนอาคารที่มีความสูงและมีแสงสว่างจ้าจนทำให้ตาพร่ามัว หรือ ลมแรงที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานบนนั่งร้าน เป็นต้น
  3. สาเหตุที่เกิดจากอุปกรณ์และเครื่องจักร โดยเกิดจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน หรือ ขาดการตรวจสภาพ ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี ทำให้อุปกรณ์ชำรุดและเสียหาย 

องค์ประกอบของความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

หากคุณต้องการสร้างความปลอดภัยในงานก่อสร้าง จำเป็นต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้ ได้แก่ 

1. ความปลอดภัยส่วนบุคคล

องค์ประกอบความปลอดภัยในงานก่อสร้างอย่างแรก คือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน และ ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ยังต้องรักษากฎระเบียบที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด จำเป็นต้องสวมเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์นิรภัยให้ถูกต้อง

2. ความปลอดภัยของสถานที่

องค์ประกอบความปลอดภัยในงานก่อสร้างอย่างที่ 2 คือ ในเขตก่อสร้างจำเป็นต้องมีการทำรั้วกันบริเวณโดยรอบทั้งหมดเพื่อป้องกันอันตรายและกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในเขตก่อสร้าง และจำเป็นต้องแบ่งบริเวณจัดเก็บอุปกรณ์ออกจากเขตก่อสร้างอย่างชัดเจน นอกจากนี้ควรมีแผ่นกั้นกันวัตถุที่อาจจะตกหล่นด้วย  

3. ความปลอดภัยในการใช้เครื่องจักร

องค์ประกอบความปลอดภัยในงานก่อสร้างอย่างที่ 3 คือ อุปกรณ์และเครื่องจักรทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างต้องมีการดูแลรักษาและจัดเก็บที่ถูกวิธี มีการตรวจเช็กสภาพตามที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมทั้งต้องใช้อุปกรณ์ในงานก่อสร้างให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของอุปกรณ์นั้น ๆ 

องค์ประกอบของความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

10 ข้อ ที่ควรทราบเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานก่อสร้าง

  1. ผู้ใช้งานเครื่องจักรจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับอุปกรณ์นั้น ๆ เพื่อให้รู้วิธีใช้งานที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยสร้างความปลอดภัยในงานก่อสร้างได้ 
  2. เครื่องจักรทุกประเภทต้องใช้งานถูกจุดประสงค์ของอุปกรณ์นั้น ๆ ห้ามใช้อุปกรณ์ผิดวัตถุประสงค์โดยเด็ดขาด เพราะสามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ 
  3. จำเป็นต้องมีการทดลองการใช้งานอุปกรณ์และเครื่องจักรก่อนใช้งานจริงอยู่เสมอ 
  4. ต้องมีการดูแลรักษาและตรวจเช็กสภาพอุปกรณ์อยู่เสมอ เพื่อป้องกันอุปกรณ์ชำรุด 
  5. ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องสวมอุปกรณ์นิรภัยตลอดเวลา เพื่อรักษาความปลอดภัยในงานก่อสร้าง
  6. คอยสังเกตป้ายตามบริเวณที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ เพราะไซต์งานก่อสร้างค่อนข้างใหญ่ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนไม่สามารถรู้ขั้นตอนการทำงานของส่วนอื่น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ 
  7. ควรแบ่งสัดส่วนของไซต์งานก่อสร้างให้ชัดเจน เช่น บริเวณไซต์งาน บริเวณที่จัดเก็บอุปกรณ์เครื่อง และบริเวณที่พักอาศัย 
  8. บริเวณไหนที่มีความเสี่ยง ควรทำป้ายหรือสัญลักษณ์เตือนให้ผู้คนอื่นรับรู้
  9. ควรติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เพลิงไหม้ เป็นต้น 
  10. เพื่อความปลอดภัยในงานก่อสร้าง จำเป็นต้องกำหนดเวลาเข้าออกของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน 

สรุป

ความปลอดภัยในงานก่อสร้างเป็นเรื่องที่ทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ  เพราะบริเวณไซต์งานสามารถเกิดอันตรายหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานไม่ควรที่จะประมาท หรือ ละเลยกฎระเบียบที่กำหนดไว้ เพราะอาจจะทำมาสู่อันตรายถึงชีวิตและทรัพย์สิน  นอกจากนี้บริษัทรับเหมาก่อสร้างทุกบริษัทควรที่จะต้องมีการอบรมให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยในงานก่อสร้างให้กับพนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสามารถลดอันตรายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันและช่วยลดอัตราการศูนย์เสียลดได้ 
บริษัท เอกเครน โลจิสติกส์ จำกัด เราเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านรถโมบายเครน โดยเปิดให้บริการเช่ารถเครนมานานกว่า 30 ปี คุณสามารถมั่นใจเรื่องความปลอดภัยได้ เพราะพนักงานควบคุมรถเครนของเราทุกคนได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี และมีใบเซอร์คนขับเครน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-745-999 หรือ แอด Line @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย