ใบเซอร์คนขับเครนคืออะไร สามารถอบรมได้ที่ไหน ราคาเท่าไร

สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพควบคุมรถเครนหลายคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “ใบเซอร์คนขับเครน” กันมาบ้าง เพราะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ผู้ควบคุมเครนทุกคนต้องมี  แต่สำหรับบางคนที่สนใจอยากประกอบอาชีพผู้ควบคุมเครนอาจจะยังไม่รู้ใช่ไหมครับ ว่าใบเซอร์คนขับเครนคืออะไร มีไว้ทำไม และต้องไปอบรมที่ไหนถึงจะได้ใบเซอร์คนขับเครนมา ?

มาครับวันนี้ผมจะพาทุกคนไปหาคำตอบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับใบเซอร์คนขับเครน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ! 

ใบเซอร์คนขับเครน

ใบเซอร์คนขับเครนคืออะไร จำเป็นต้องมีไหม ผมสามารถตอบได้อย่างมั่นใจเลยครับว่า ใบเซอร์คนขับเครนนับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ขับรถเครน หรือ ควบคุมเครน จำเป็นต้องมี เนื่องจากในปี พ.ศ. 2554 กฎหมายได้มีกำหนดให้ผู้ที่ควบคุมเครนทุกคนต้องผ่านการอบรมและทดสอบจากวิศวกร เพื่อเป็นการรับประกันความปลอดภัยในการทำงาน ทั้งของตัวผู้ควบคุมเครนและผู้อื่น 

โดยหลักสูตรอบรมและทดสอบสำหรับใบเซอร์คนขับเครนจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ อบรมปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ และ อบรมปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ผ่านการอบรมและทดสอบจากวิศวกรแล้วจะได้รับใบเซอร์มาครอบครอง โดยใบเซอร์จะมีอายุการใช้งานทั้งหมด 2 ปี 

ใบเซอร์คนขับเครน

ใบปจ.2 คืออะไร สำคัญอย่างไรต่อพนักงานขับเครน

นอกจากใบเซอร์คนขับเครนแล้ว หลายคนน่าจะต้องเคยเห็นคำว่า ใบปจ.2 กันมาบ้างใช่ไหมครับ ซึ่งถ้าให้ผมอธิบายเพื่อให้เข้าใจกันง่าย ๆ จริง ๆ แล้ว ใบปจ.2 คือ ใบอนุญาตใช้งานเครนเคลื่อนที่ตามที่กฎหมายกำหนด หรือที่เรียกว่า แบบฟอร์มตรวจสภาพเครนเคลื่อนที่นั่นเอง 

สำหรับผู้ที่ให้บริการเช่ารถเครน หรือ ผู้รับเหมาเจ้าไหนที่ไม่มีใบปจ.2 ก็จะไม่สามารถรับงานหรือให้บริการได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยหลักการตรวจปจ.2 ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ มีดังนี้

  • ตรวจสอบสลิงของเครน
  • ตรวจสภาพรถเครน
  • ตรวจขาช้างระดับน้ำว่าตรงหรือไม่ 
  • ตรวจลิมิตสวิทช์เครน 
  • ตรวจบูมเครน
  • ตรวจรอยเชื่อมต่อจุดสำคัญทุกจุด
  • ทดสอบการยกของรถเครน 

ใบปจ.2 และ ใบเซอร์คนขับเครน ต่างกันยังไง

บางคนอาจจะสับสนและคิดว่าใบปจ.2 และ ใบเซอร์คนขับเครน คือ ใบเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ ทั้งใบปจ.2 และ ใบเซอร์คนขับเครนแตกต่างกันอย่างชัดเจนครับ โดย ใบปจ.2 คือ หลักฐานที่แสดงว่าเครนชนิดเคลื่อนที่คันนั้น ๆ ได้รับการตรวจสอบคุณภาพและพร้อมสำหรับใช้งานแล้ว 

ส่วนใบเซอร์คนขับเครน คือ หลักฐานที่แสดงว่าผู้ควบคุมเครนได้ผ่านการอบรมและทดสอบจากวิศวกรหรือสถาบันฝึกอบรม ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการควบคุมรถเครนได้นั่นเองครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเซอร์คนขับเครน

คำถามที่พบบ่อย

ใบปจ.2 มีอายุเท่าไหร่

สำหรับเครนที่ได้ผ่านการตรวจสภาพโดยวิศวกรแล้วจะได้รับใบปจ.2 เป็นหลักฐานยืนยัน โดยใบปจ.2 จะมีอายุการใช้งานทั้งหมด 3 เดือน

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

อบรมตามหลักสูตรแล้ว สามารถขับรถเครนได้เป็นเลยหรือไม่

มีหลายคนที่สงสัยและถามผมว่า หลังจากอบรมตามหลักฐานใบเซอร์คนขับเครนแล้วจะสามารถครับรถเครนได้เป็น 100% เลยไหม ? 

สำหรับหลักสูตรอบรมและทดสอบใบเซอร์คนขับเครนเป็นหลักสูตรสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ขับรถเครนมาก่อนหน้าแล้ว โดยมีระยะเวลาในการอบรมประมาณ 18 ชั่วโมง ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการควบคุมเครนหรือขับรถเครนมาก่อน อาจจะไม่สามารถขับเครนได้อย่างชำนาญโดยทันทีครับ 

สรุป

หลังจากปี 2554 ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ขับเครนทุกคนจำเป็นต้องมีใบเซอร์คนขับเครน ทำให้ใบเซอร์คนขับเครนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถขาดได้ เพราะถ้าหากคุณขับรถเครนโดยไม่มีใบเซอร์คนขับเครนนั่นหมายความว่าคุณกำลังฝ่าฝืนและไม่ทำตามที่กฎหมายกำหนด 

ทั้งนี้ผมแนะนำว่าทุกคนที่ควบคุมเครนจำเป็นต้องมีใบเซอร์คนขับเครนเพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินและชีวิต ทั้งของตัวผู้ขับเครนเองและผู้อื่นด้วยครับ 

*** ทั้งนี้ ทางบริษัท เอกเครน ไม่มีบริการอบรมใบเซอร์สำหรับการขับรถเครน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเผยแพพร่ข้อมูลเพื่อความปลอดภัยสำหรับการขับรถเครนเท่านั้นครับ

สำหรับผู้ที่สนใจเช่ารถเครน บริษัท เอกเครน โลจิสติกส์ จำกัด เราเป็นผู้นำด้านรถโมบายเครน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเปิดให้บริการเช่ารถเครนมานานกว่า 30 ปี โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก พนักงานควบคุมรถเครนของเราทุกคนได้รับการฝึกอบรมการใช้รถเครน และมีใบเซอร์คนขับเครน สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-745-999 หรือ แอด Line @EKCRANE

Mobile Crane คืออะไร เหมาะสำหรับใช้งานในรูปแบบใด

รถเครน หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า “ปั้นจั่น” เป็นเครื่องจักรเฉพาะทางที่ใช้ยกหรือเคลื่อนย้ายของหนักขึ้นลงตามแนวดิ่ง โดยรถเครนนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือ Mobile Crane เครนที่เน้นความสะดวกเป็นหลัก

ซึ่งในบทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับรถเครนประเภทเคลื่อนที่ได้ หรือ Mobile Crane ว่าคืออะไร มีกี่แบบ เหมาะกับการใช้งานรูปแบบใด รวมถึงคู่มือการใช้งาน Mobile Crane เบื้องต้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งานรถเครน

ทำความรู้จักกับ Mobile Crane คืออะไร?

Mobile Crane คือ เครนประเภทเคลื่อนที่ได้ ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุมและเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนยานที่ขับเคลื่อนในตัวเอง โดย Mobile Crane นี้มักใช้ในการเคลื่อนที่ไปยังที่ต่าง ๆ เน้นด้านความสะดวกเป็นหลักคือ ยกน้ำหนัก 

Mobile Crane มีกี่แบบ?

รถเครนชนิดเคลื่อนที่ได้ หรือ Mobile Crane ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน ดังนี้

Crawler Crane

1. รถเครนตีนตะขาบ (Crawler Crane)

รถเครนตีนตะขาบคือ เครนที่มีล้อแบบสายพานเหล็ก คล้ายตีนตะขาบ ส่วนใหญ่มีบูมเป็นแบบบูมสาน (Lattices Boom) ลักษณะเด่นของ Mobile Crane แบบตีนตะขาบนี้จะมีขนาดตัวใหญ่ มีล้อแบบสายพานเหล็กคล้ายรถแบคโฮ 

โดยแขนเครนจะเป็นโครงถักยาวและสูง สามารถทำงานได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ทั้งแข็ง อ่อน ราบ เรียบ หรือขรุขระก็สามารถทำงานได้ แต่มีข้อเสียคือแขนเครนไม่สามารถหดกลับให้สั้นลงได้ จึงมีข้อจำกัดในเรื่องระยะการเดินทาง ทำให้เดินทางได้ไม่ไกล เหมาะแก่การเคลื่อนที่ไปมาในบริเวณพื้นที่ทำงานมากกว่า

Truck Loader Crane

2. รถเครนบรรทุก (Truck Loader Crane)

รถเครนบรรทุกเป็นเครนล้อยางชนิดหนึ่ง มีลักษณะโดดเด่นคือมีการติดตั้งเครนขนาดใหญ่เอาไว้ โดยแขนเครนจะพาดยาวตลอดช่วงตัวรถ สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง เหมาะสำหรับการทำงานในพื้นที่ค่อนข้างเรียบและแข็งแรง ไม่เหมาะกับดินอ่อน อีกทั้งยังสามารถเข้า-ออกสู่พื้นที่ทำงานได้อย่างสะดวกอีกด้วย เนื่องจากตัวรถเครนสามารถเลี้ยวได้มุมแคบ

นอกจากนี้รถเครนบรรทุกยังมีขนาดให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่สิบตันไปจนถึงร้อยตัน

Rough Terrain Crane

3. รถเครน 4 ล้อ (Rough Terrain Crane)

รถเครน 4 ล้อ คือเครนล้อยางชนิดหนึ่ง มี 4 ล้อ แต่จะมีล้อขนาดใหญ่กว่ารถเครนบรรทุก โดย Mobile Crane ชนิดนี้มีลักษณะโดดเด่นคือ เครนมีขนาดตัวสั้นและแขนเครนยาวเลยออกมาจากตัวรถ สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของระยะการเดินทางที่ไม่สามารถไปไหนไกล ๆ ได้

เครน 4 ล้อนี้ยังสามารถทำงานในพื้นที่ดินอ่อน หรือพื้นที่ไม่ราบเรียบได้อีกด้วย เนื่องจากขนาดลำตัวที่สั้นทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่แคบได้อย่างสะดวกสบาย

All Terrain Crane

4. รถเครนล้อยาง (All Terrain Crane)

รถเครนล้อยางเป็นรถเครนที่มีขนาดใหญ่ สามารถวิ่งเร็วคล้ายรถบรรทุก มีล้อยางขนาดใหญ่จำนวนมาก และยังมีความแข็งแรงมากเช่นกัน ทำให้สามารถยกของหนัก ๆ ได้ โดยทั่วไปแล้วเครนล้อยางจะมีขนาดตั้งแต่ 25 ตันขึ้นไป

นอกจากนี้ Mobile Crane ชนิดนี้สามารถทำงานได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ทั้งพื้นแข็ง อ่อน ราบเรียบ หรือขรุขระ แต่รถเครนล้อยางจะสมบุกสมบันน้อยกว่ารถเครนแบบตีนตะขาบ มีบูมเฟรมเป็นท่อน ๆ เคลื่อนที่เข้าออกภายในบูมท่อนแรก 

ส่วนประกอบหลักของ Mobile Crane

  1. แขนบูม
  2. ขายันพื้น
  3. กว้าน
  4. ลวดสลิงเครน
  5. น้ำหนักถ่วง
  6. ตะขอ

ประโยชน์ของการใช้งาน Mobile Crane?

ประโยชน์ของ Mobile Crane

Mobile Crane สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้หลากหลายรูปแบบ ดังนี้

  1. รถ Mobile Crane มักนำใช้ในการก่อสร้าง เช่น อาคาร ตึกสูง ๆ หรือบ้านเรือน 
  2. รถ Mobile Crane ใช้ในงานแสดง เช่น การติดกล้องกับกระเช้าเพื่อให้ได้ภาพมุมสูง หรือใช้ในการแสดงที่ต้องการความสมจริง
  3. รถ Mobile Crane ใช้ในการทำความสะอาดอาคารสูง โดยจะเริ่มจากการยกกระเช้าของรถเครนจากมุมสูง จากนั้นค่อยไล่ทำความสะอาดไล่ระดับลงมา
  4. รถ Mobile Crane ใช้ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คาดฝัน เช่น ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุ ด้วยความสูงของรถเครนจึงสามารถช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ในอาคารสูงได้
  5. รถ Mobile Crane ใช้ในแปลงการเกษตร โดยสามารถช่วยยกของหนัก หรือใช้เก็บพืชผลที่อยู่บนตนไม้สูงได้

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

วิธีตรวจสอบ Mobile Crane ก่อนเริ่มใช้งาน

ก่อนเริ่มใช้งาน Mobile Crane ทุกครั้ง ผู้ควบคุมรถจะต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของรถเครน และระบบต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และอันตรายขณะปฏิบัติงาน โดยวิธีตรวจสอบ Mobile Crane ก่อนเริ่มใช้งานมีข้อปฏิบัติดังนี้

  1. ตรวจสอบสวิตช์เปิด-ปิดการทำงาน
  2. ตรวจสอบสวิตช์ที่ใช้ควบคุมการสั่งการต่าง ๆ ได้แก่ สวิตช์เดินหน้า ถอยหลัง ยกขึ้น ยกลง ระบบเบรก ระบบเสียงสัญญาณ ระบบสายพาน

สัญญาณมือเครนสากลที่สำคัญมีอะไรบ้าง?

ในระหว่างการปฏิบัติงานอาจมีความวุ่นวาย และมีเสียงดังจากเครื่องจักรรบกวนการสื่อสาร ทำให้การพูดคุยด้วยเสียงอาจมีประสิทธิภาพไม่มากพอ จนอาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ดังนั้นผู้ควบคุมรถ Mobile Crane จึงควรเรียนรู้สัญญาณมือเครนสำคัญ ๆ เพื่อใช้ในการทำงาน หรือสั่งการ โดย 12 สัญญาณมือเครนสากลที่ควรรู้มีดังนี้

  1. เดินหน้า : ให้เหยียดแขนขวาออกไปข้างหน้า แล้วยกฝ่ามือขวาขึ้นให้อยู่ในระดับไหล่ จากนั้นทำท่าผลักไปในทิศทางที่ต้องการให้รถ Mobile Crane เคลื่อนที่ไป
  2. หยุดยกของ : เหยียดแขนซ้ายออกไปด้านข้าง โดยให้ความสูงอยู่ระดับไหล่ คว่ำฝ่ามือแล้วเหวี่ยงไปมาเร็ว ๆ 
  3. หยุดยกของฉุกเฉิน : เหยียดแขนทั้งสองข้างออกไปด้านข้างลำตัว โดยให้ความสูงอยู่ในระดับไหล่ คว่ำฝ่ามือลงแล้วเหวี่ยงไปมาเร็ว ๆ 
  4. สั่งให้ยกของขึ้นช้า ๆ : ยกแขนหนึ่งข้างโดยคว่ำฝ่ามือให้อยู่ในระดับคาง จากนั้นใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างหนึ่งชี้ตรงกลางฝ่ามือที่คว่ำอยู่ แล้วหมุนช้า ๆ 
  5. ยกบูม : ให้เหยียดแขนขวาออกไปด้านข้างให้สุดแขน จากนั้นกำมือและยกหัวแม่มือขึ้น
  6. นอนบูม : ให้เหยียดแขนขวาออกไปด้านข้างให้สุดแขน จากนั้นกำมือและยกหัวแม่มือลง
  7. สวิงบูมไปด้านที่มือชี้ : เหยียดแขนขวาหรือซ้าย โดยชี้ไปตามทิศทางที่ต้องการให้บูมหมุนไป
  8. สั่งให้หยุดและยึดเชือกลวดทั้งหมด : กำมือทั้งสองเข้าหากัน โดยให้ความสูงอยู่ในระดับเอว
  9. ใช้รอกใหญ่ : ให้กำมือยกขึ้นเหนือศีรษะแล้วเคาะเบา ๆ บนศีรษะหลาย ๆ ครั้ง จากนั้นใช้สัญญาณอื่น ๆ ที่ต้องการต่อได้
  10. ใช้รอกเล็ก : งอข้อศอกขึ้น กำมือระดับไหล่ โดยให้โย้ไปข้างหน้าเล็กน้อย จากนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งแตะที่ข้อศอก จากนั้นใช้สัญญาณอื่น ๆ ที่ต้องการ
  11. เลื่อนรอกขึ้น : งอข้อศอกขึ้นให้เป็นมุมฉาก แล้วใช้นิ้วชี้ชี้ขึ้นแล้วหมุนเป็นวงกลม
  12. เลื่อนรอกลง : กางแขนข้างใดข้างหนึ่งออกเล็กน้อย จากนั้นใช้นิ้วชี้ชี้ลงแล้วหมุนเป็นวงกลม

สรุป

Mobile Crane เป็นรถเครนที่เน้นในเรื่องความสะดวกเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน 4 ประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของเนื้องาน อีกทั้ง Mobile Crane ยังมีประโยชน์สามารถใช้ในงานนอกเหนือจากงานก่อสร้างได้อีกด้วย ทั้งนี้ก่อนเริ่มใช้งานเครน ผู้ควบคุมรถเครนควรตรวจสอบความเรียบร้อยให้ถี่ถ้วนก่อนการใช้งานทุกครั้ง เพื่อป้องกันอันตราย หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับรถเครนประเภทต่าง ๆ หรือต้องการเช่ารถเครน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เอกเครน โลจิสติกส์ ผู้ให้บริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เครนหมายถึงอะไร ? อธิบายครบทั้งนิยาม ประเภท และวิธีเลือก

รถเครนคือเครื่องจักรกลที่ใช้สำหรับยกสิ่งของหรือวัตถุที่มีน้ำหนักมาก

Key Takeaways
รถเครนหรือปั้นจั่นถือเป็นเครื่องจักรกลหนักที่เป็นหัวใจสำคัญในงานก่อสร้างและอุตสาหกรรม มีหน้าที่หลักในการยกและเคลื่อนย้ายวัสดุที่มีน้ำหนักมหาศาล โดยแบ่งประเภทการใช้งานหลักออกเป็นปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่และรถเครนเคลื่อนที่ การตัดสินใจเลือกใช้งานเครื่องจักรให้ตอบโจทย์หน้างานและปลอดภัยสูงสุด จำเป็นต้องประเมินปัจจัยทางวิศวกรรมอย่างรัดกุม อีกทั้งยังจะต้องเข้าใจในการอ่านตารางน้ำหนักยก ระยะความสูง รัศมีการทำงาน สภาพแวดล้อมหน้างาน และความแข็งแรงของชั้นดิน นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความเชี่ยวชาญ พร้อมปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยและข้อบังคับทางกฎหมายควบคู่ไปกับการตรวจสภาพเครื่องจักรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและช่วยให้การบริหารจัดการโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด

Table of Contents

สำหรับหลายคน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่ได้ลงไปคลุกคลีกับไซต์หน้างาน ภาพจำของคำว่า “รถเครน” คงจะคิดไปว่าคือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีกำลังเพื่อใช้สำหรับยกของหนักตามไซต์งานก่อสร้าง แต่รู้หรือไม่ว่า รถเครนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีรายละเอียดทางเทคนิคและประเภทที่หลากหลายกว่าที่คิด ดังนั้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อมูลทางเทคนิคที่ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน และผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ ตั้งแต่นิยามที่ถูกต้อง ประเภทของเครน ไปจนถึงวิธีการเลือกรถเครนให้เหมาะกับหน้างานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

ทำความรู้จัก “เครน” คืออะไร ?

ในทางวิศวกรรมคำว่าเครน หมายถึงเครื่องจักรกลที่ใช้สำหรับยกสิ่งของหรือวัตถุที่มีน้ำหนักมาก และทำการเคลื่อนย้ายวัตถุเหล่านั้นไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ลักษณะการทำงานหลักคือการยกวัตถุให้แขวนลอยในอากาศด้วยระบบสลิงและตะขอ จากนั้นจึงหมุนหรือเคลื่อนที่เพื่อนำไปวางยังจุดหมายที่ต้องการ 

กลไกการทำงานของเครนอาศัยหลักการทางฟิสิกส์เรื่องคานงัดและระบบไฮดรอลิกในการสร้างแรงยกที่มหาศาล ซึ่งช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลาได้เป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคนหรือเครื่องมือขนาดเล็ก นอกจากนี้ การทำงานของเครนยังต้องอาศัยการรักษาสมดุลของจุดศูนย์ถ่วงเพื่อป้องกันการพลิกคว่ำในขณะที่ทำการยกของหนัก

นอกจากนั้น ในบริบทของกฎหมายไทย รวมถึงวงการชั่งมักนิยมเรียกเครนว่า “ปั้นจั่น” โดยทั้งสองคำสามารถใช้ทดแทนกันได้อย่างตรงตัว

ประเภทของปั้นจั่นและรถเครนที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรม

เครื่องจักรสำหรับงานยกสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 หมวดหมู่ใหญ่ ๆ ตามลักษณะการติดตั้งและการเคลื่อนที่ ดังนี้

1. ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ 

เป็นปั้นจั่นที่ถูกติดตั้งไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งอย่างถาวรหรือกึ่งถาวร ไม่สามารถเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งฐานได้ด้วยตัวเองในขณะทำงาน นิยมใช้ในพื้นที่ที่มีขอบเขตการทำงานชัดเจน เช่น

  • ทาวเวอร์เครน : ปั้นจั่นหอสูงที่คุ้นตาตามไซต์งานก่อสร้างตึกระฟ้า มีความโดดเด่นเรื่องความสูงและรัศมีการยกที่กว้างขวาง
  • เครนเหนือศีรษะ : ปั้นจั่นที่ติดตั้งบนโครงสร้างหลังคาหรือรางเลื่อนภายในโรงงานอุตสาหกรรม  โดยทั่วไปจะมีการเลือกใช้โครงสร้างที่แตกต่างกันตามพิกัดน้ำหนักยก ซึ่งรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสายการผลิตทั่วไปคือ เครนรางเดี่ยว เนื่องจากมีโครงสร้างที่กะทัดรัด น้ำหนักเบา ช่วยประหยัดพื้นที่ใต้หลังคา และตอบโจทย์การยกย้ายเครื่องจักรหรือวัตถุดิบที่มีน้ำหนักไม่สูงมากนักได้อย่างคุ้มค่าการลงทุน

2. รถเครนชนิดเคลื่อนที่ 

รถเครนหมายถึงเครนที่ติดตั้งอยู่บนยานพาหนะที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเดินทางไปยังไซต์งานต่าง ๆ ได้สะดวก รถเครนประเภทนี้ที่นิยมใช้ ได้แก่

  • เครนล้อยาง : มีลักษณะคล้ายรถบรรทุกขนาดใหญ่ วิ่งบนถนนปกติได้ด้วยความเร็วระดับหนึ่ง เหมาะกับงานที่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อยครั้ง
  • เครนตีนตะขาบ : ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบตีนตะขาบเพื่อกระจายน้ำหนักลงสู่พื้นดิน เหมาะสำหรับไซต์งานที่พื้นผิวขรุขระ ดินอ่อน หรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปรับสภาพหน้างานอย่างสมบูรณ์
  • รถเฮี๊ยบ : เป็นรถบรรทุกที่มีการติดตั้งเครนขนาดเล็กถึงขนาดกลางไว้ด้านหลังห้องโดยสาร สามารถยกของและบรรทุกสัมภาระไปพร้อม ๆ กันได้ในคันเดียว
  • เครนล้อยางสำหรับพื้นที่ขรุขระ : เครนเคลื่อนที่ประเภทนี้ออกแบบมาให้มีฐานล้อที่สั้นและสามารถบังคับเลี้ยวได้ทุกล้อ เหมาะสำหรับไซต์งานที่มีพื้นที่แคบและสภาพพื้นผิวไม่เรียบ

เครนเคลื่อนที่มีหลากหลายขนาดให้เลือกตามการใช้งาน

เลือกรถเครนอย่างไรให้เหมาะกับหน้างานและปลอดภัย ?

การตัดสินใจเช่าหรือซื้อรถเครนต้องอาศัยการประเมินปัจจัยทางวิศวกรรมและสภาพแวดล้อมอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายงบประมาณที่เกินความจำเป็น โดยปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณามีดังนี้

น้ำหนักของวัตถุที่ต้องการยก

สิ่งแรกที่ต้องทราบคือน้ำหนักที่แท้จริงของสิ่งของที่ต้องการยก และที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจตารางน้ำหนักยกของรถเครนเคลื่อนที่แต่ละรุ่น ผู้ใช้งานต้องตระหนักเสมอว่ารถเครนหนักกี่ตัน และรุ่นดังกล่าวสามารถยกของได้หนักที่สุดเท่าไร ตัวอย่างเช่น รถเครนขนาด 50 ตัน ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยกของหนัก 50 ตันได้ในทุกระยะและทุกความสูง ความสามารถในการยกสูงสุดจะทำได้เมื่อระยะรัศมีใกล้ตัวรถมากที่สุดเท่านั้น

ระยะความสูงและรัศมีการยก

รัศมีการทำงานคือระยะห่างทางแนวราบจากจุดศูนย์กลางการหมุนของรถเครนไปยังจุดศูนย์กลางของตะขอยก หากยิ่งต้องยื่นความยาวบูมออกไปไกลมากเท่าไหร่ หรือยิ่งรัศมีการยกกว้างขึ้น ความสามารถในการรับน้ำหนักของรถเครนก็จะยิ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญตามหลักโมเมนต์ของแรง ดังนั้น ต้องวัดระยะห่างจากจุดตั้งรถเครนถึงจุดที่ต้องการวางวัตถุให้แม่นยำ เพื่อนำไปเทียบกับ Load Chart ก่อนตัดสินใจเลือกรุ่นรถเครนให้เหมาะสมกับพื้นที่หน้างาน 

สภาพพื้นที่หน้างาน

ต้องทำการสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อดูอุปสรรคและข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น มีสิ่งกีดขวางเหนือศีรษะหรือไม่ พื้นที่สำหรับกางขาหยั่งของรถเครนล้อยางมีความกว้างเพียงพอหรือไม่ หรือวงเลี้ยวในการหมุนสวิงท้ายเครนติดขัดกับสิ่งก่อสร้างข้างเคียงหรือไม่ เป็นต้น

ความแข็งแรงของชั้นดิน

ความสามารถในการรับน้ำหนักของพื้นดินเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัย หากเป็นหน้างานที่ดินอ่อน การใช้เครนตีนตะขาบจะตอบโจทย์มากกว่าเนื่องจากมีการกระจายน้ำหนักได้ดีกว่าล้อยาง แต่หากจำเป็นต้องใช้เครนล้อยาง จะต้องมีการใช้แผ่นรองขาหยั่งที่มีความกว้างและแข็งแรงเพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ดินทรุดตัวซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รถเครนพลิกคว่ำ

ประโยชน์อื่น ๆ ของรถเครนที่คุณอาจยังไม่รู้

หลายคนอาจเข้าใจว่ารถเครนหมายถึงเครื่องจักรกลที่มีหน้าที่เฉพาะในงานก่อสร้างเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ความสามารถในการยกและการเข้าถึงพื้นที่สูง ทำให้รถเครนเคลื่อนที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในหลากหลายอุตสาหกรรม

  • งานซ่อมบำรุงและทำความสะอาด : การยกเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ขึ้นไปติดตั้งบนดาดฟ้าอาคาร, งานทำความสะอาดกระจกตึกสูงที่กระเช้าแบบปกติเข้าไม่ถึง หรือการยกชิ้นส่วนเครื่องจักรหนักเพื่อทำการซ่อมแซมภายในโรงงานอุตสาหกรรม
  • อุตสาหกรรมบันเทิง : เบื้องหลังเวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่มักใช้รถเครนในการยกและติดตั้งโครงสร้างเวที ระบบไฟแสงสี ระบบเสียง รวมถึงการใช้เครนเพื่อเป็นฐานสำหรับกล้องมุมสูงในการถ่ายทำภาพยนตร์และงานอีเวนต์
  • งานกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย : ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น รถไฟตกราง รถบรรทุกพลิกคว่ำขวางถนน หรือเหตุอาคารวิบัติ รถเครนคือเครื่องจักรสำคัญที่ถูกเรียกใช้งานเพื่อยกเศษซากปรักหักพัง เปิดทางเข้าออก หรือกู้ซากยานพาหนะขนาดใหญ่อย่างเร่งด่วน
เครนเคลื่อนที่ขนาด 300 ตันเหมาะสำหรับงานก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่

ปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุในการใช้เครน

ถึงแม้รถเครนคือเครื่องจักรที่มีประโยชน์มหาศาล แต่หากใช้งานอย่างผิดวิธีก็สามารถก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมรุนแรงได้เช่นกัน การเรียนรู้สาเหตุและการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ โดยอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากรถเครน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สาเหตุหลัก ได้แก่

1. อุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts) 

สถิติระบุว่าสาเหตุนี้มีอัตราที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในระหว่างปฏิบัติหน้าที่สูงถึง 88% โดยส่วนใหญ่มักจะมาจาก 3 องค์ประกอบต่อไปนี้

  • ไม่ปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับที่กำหนดไว้ : เช่น การฝ่าฝืนใช้รถเครนยกสิ่งของที่มีน้ำหนักเกินกว่าที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ใน Load Chart, ลัดขั้นตอนระหว่างปฏิบัติหน้าที่, ปลดระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ หรือไม่ได้ทำการตรวจเช็กสภาพรถเครนอย่างละเอียดก่อนเริ่มใช้งาน
  • ผู้ปฏิบัติหน้าที่ขาดความรู้ : ผู้ควบคุมรถเครน และผู้ให้สัญญาณมือ ทุกคนจำเป็นต้องผ่านการเข้าอบรมและมีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้อย่างลึกซึ้ง การขาดความเข้าใจในหลักการทางวิศวกรรมพื้นฐานถือเป็นสาเหตุร้ายแรงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  • ทัศนคติไม่ถูกต้อง : การมองว่าการเกิดอุบัติเหตุเป็นเรื่องของดวงชะตา อุบัติเหตุเกิดเพราะความซวยหรือโชคร้าย ทำให้พนักงานเกิดความประมาท ชะล่าใจ และไม่ทันระวังตัวในการทำงาน

2. อุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากสภาวะไม่ปลอดภัย

ได้แก่ สภาพแวดล้อมและตัวเครื่องจักรที่ไม่พร้อม เช่น เครื่องจักรเสื่อมสภาพ ขาดการซ่อมบำรุง, สถานที่ทำงานไม่ปลอดภัย, พื้นผิวหน้างานเป็นหลุมเป็นบ่อหรือดินอ่อน, การปฏิบัติงานใกล้พื้นที่ทางลาดชัน และการที่เจ้าหน้าที่ไม่สวมใส่อุปกรณ์นิรภัย

ข้อปฏิบัติเพื่อการใช้งานรถเครนอย่างปลอดภัย

เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ควรยึดถือแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด 

  • ผู้บังคับรถเครนต้องมีความชำนาญ : จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับรถเครน การอ่าน Load Chart และเข้าใจความหมายของสัญญาณมืออย่างถูกต้อง มาตรฐานการสื่อสารระหว่างคนขับและผู้ให้สัญญาณต้องตรงกัน
  • สวมใส่อุปกรณ์นิรภัย : ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทุกคนในรัศมีการทำงานต้องสวมใส่อุปกรณ์นิรภัยพื้นฐานทุกครั้ง เช่น หมวกนิรภัย รองเท้าเซฟตี้ เสื้อสะท้อนแสง
  • จัดระเบียบห้องควบคุม : ไม่ควรวางอุปกรณ์เกะกะภายในห้องควบคุม เพราะอาจกลิ้งไปขัดกับคันบังคับหรือแป้นเหยียบ ทำให้สูญเสียการควบคุมได้
  • ป้ายเตือนต้องชัดเจน : ดูแลทำความสะอาดป้ายเตือน แผงหน้าปัดแสดงผล และตารางน้ำหนักยก ภายในห้องควบคุมให้สามารถมองเห็นและอ่านได้อย่างชัดเจนเสมอ
  • ปรับเบาะนั่งให้เหมาะสม : ผู้ควบคุมควรปรับเบาะนั่งให้เหมาะสมกับสรีระร่างกาย เพื่อลดความเหนื่อยล้าและให้สามารถเอื้อมเพื่อการควบคุมปุ่มหรือจับคันโยกต่าง ๆ ได้อย่างถนัดมือ 
  • ห้ามมีสิ่งของร่วงหล่น : ไม่ควรวางวัตถุ เครื่องมือ หรือสิ่งของใด ๆ ไว้บนชิ้นงานในขณะที่กำลังใช้รถเครนเคลื่อนย้าย เพื่อป้องกันการร่วงหล่นลงมาทำอันตรายต่อผู้ที่อยู่ด้านล่าง
  • การสตาร์ตเครื่องยนต์ : ไม่ควรสตาร์ตเครื่องยนต์ หากไม่ได้นั่งอยู่ประจำที่ภายในห้องควบคุม เพื่อป้องกันการทำงานผิดพลาดของระบบ
  • ปฏิบัติตามกฎจราจร : ในกรณีที่ใช้ถนนสาธารณะในการเดินทางย้ายเครื่องจักร ให้ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงการจัดรถนำขบวนหากจำเป็น
  • ตรวจสอบสภาพตามที่กฎหมายกำหนด : จำเป็นต้องมีการตรวจเช็กสภาพรถเครนตามที่กฎหมายกำหนด โดยวิศวกรเครื่องกลที่ได้รับใบอนุญาต เช่น เอกสาร ปจ.2 สำหรับรถเครนเคลื่อนที่ และ ปจ.1 สำหรับปั้นจั่นอยู่กับที่

ยกระดับความปลอดภัยให้ทุกโครงการ เลือกบริการเช่ารถเครนพร้อมคนขับจาก EK CRANE

 การเลือกรถเครนให้ตอบโจทย์หน้างานและปลอดภัยสูงสุดอาจมีความซับซ้อนที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการของคุณ EK CRANE ผู้นำด้านบริการให้เช่ารถเครนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยพร้อมให้บริการเช่ารถเครนพร้อมคนขับในราคาที่สมเหตุสมผล เรามีกองทัพรถเครนหลากหลายประเภทที่พร้อมลุยทุกสภาพหน้างาน สามารถเลือกเช่ารถเครนตั้งแต่ขนาด 10 ตันสำหรับไซต์งานขนาดเล็กในกรุงเทพฯ หรือต้องการเช่ารถเครนขนาด 25 ตันสำหรับงานวางท่อในจังหวัดอยุธยา หรือสำหรับงานยกของใหญ่ที่ต้องเช่ารถเครน 300 ตันกับงานติดตั้งเครื่องจักรในจังหวัดระยอง ไปจนถึงการเช่ารถเครน 550 ตันสำหรับเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ เราก็พร้อมให้บริการ  

 รถเครนทุกคันของเราผ่านการตรวจเช็กสภาพและมีเอกสารรับรองความปลอดภัย (ปจ.2) พร้อมปฏิบัติงานร่วมกับทีมวิศวกรผู้ออกแบบแผนการยกและพนักงานขับรถเครนที่ผ่านการอบรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกการยกของคุณแม่นยำ ปลอดภัย และราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบโปรเจกต์

ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษและแผนการเช่าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

แหล่งอ้างอิง

  1. การทำงานกับ “ปั้นจั่น” อย่างปลอดภัย. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569. จาก https://osh.labour.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=181:-qq-&catid=16:safety-in-construction&Itemid=197
  2. General Guide for Cranes. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569. จาก https://www.safeworkaustralia.gov.au/sites/default/files/2024-01/general-guide-for-cranes.pdf

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถเครน (FAQs)

Q: รถเครนขนาด 50 ตัน สามารถยกของหนัก 50 ตันได้ในทุกระยะการทำงานหรือไม่ ?

A: ไม่ได้ น้ำหนักยกสูงสุดที่ผู้ผลิตระบุ เช่น 50 ตัน คือความสามารถในการยกสูงสุดเมื่อระยะรัศมีการทำงานใกล้ตัวรถมากที่สุดและบูมสั้นที่สุด เมื่อต้องยืดบูมยาวขึ้นหรือเพิ่มรัศมีการทำงานให้ไกลขึ้น ความสามารถในการรับน้ำหนักจะลดลงอย่างมากตามตารางน้ำหนักยก การฝ่าฝืนยกของหนักเกินกว่าค่าที่กำหนดในตารางอาจทำให้เครนพลิกคว่ำหรือโครงสร้างบูมหักได้

Q: เอกสาร ปจ.1 และ ปจ.2 สำหรับรถเครนคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในไซต์งาน ?

A: ปจ.1 และ ปจ.2 คือแบบฟอร์มบันทึกผลการทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นตามกฎหมายความปลอดภัยของไทย โดย ปจ.1 ใช้สำหรับปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ และ ปจ.2 ใช้สำหรับรถเครนเคลื่อนที่ เอกสารนี้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยวิศวกรเครื่องกล เพื่อยืนยันว่าเครื่องจักรมีสภาพสมบูรณ์ หากไม่มีเอกสารที่ยังไม่หมดอายุ จะไม่สามารถนำรถเครนเข้าปฏิบัติงานในไซต์งานที่ได้มาตรฐานได้

Q: บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของรถเครนตามกฎหมายต้องประกอบด้วยใครบ้าง ?

A: ตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น กำหนดให้ต้องมีบุคลากรที่ผ่านการอบรมและได้รับใบประกาศนียบัตร 4 หน้าที่หลัก (เรียกทั่วไปว่า 4 ผู้) ได้แก่ ผู้บังคับปั้นจั่น (คนขับ), ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น, ผู้ยึดเกาะวัสดุ (Rigger) และผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น เพื่อให้การประเมินแผนการยกและการสื่อสารหน้างานเป็นไปอย่างปลอดภัย

Q: สภาพอากาศแบบใดที่ควรระงับการใช้งานรถเครนทันทีเพื่อความปลอดภัย ?

A: ควรระงับการใช้งานเมื่อมีลมกระโชกแรงเกินกว่าค่าความเร็วลมที่คู่มือผู้ผลิตรถเครนกำหนดไว้ รวมถึงในขณะที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักจนบดบังทัศนวิสัย หรือมีฟ้าแลบฟ้าร้อง เนื่องจากเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าโครงสร้างที่เป็นโลหะสูง และเสี่ยงต่อการเสียสมดุลของวัตถุที่ถูกยกจากแรงลมปะทะซึ่งนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้

“ปั้นจั่น” คืออะไร ต่างจาก “เครน” อย่างไร ? บทความนี้มีคำตอบ

ปั้นจั่นคืออะไร แตกต่างจากเครนอย่างไร

ในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้าง การผลิต และโลจิสติกส์ หนึ่งในคำถามที่สร้างความสับสนมากที่สุดในประเทศไทย คือ “ปั้นจั่น” ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร ? และมีความเหมือนหรือแตกต่างจาก “เครน” อย่างไร ? ความสับสนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากคำว่า “ปั้นจั่น” ในบริบทของไทยนั้นมีความหมายทับซ้อนกันอยู่หลายมิติ ทั้งในความหมายเชิงวิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Definition) และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือความหมายในเชิงกฎหมาย (Legal Definition) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการ บทความนี้จึงอยากจะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ “ปั้นจั่น” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน ตั้งแต่กลไกพื้นฐานการทำงาน ไปจนถึงข้อกำหนดทางกฎหมาย ปจ.1 และ ปจ.2 ที่ทุกโรงงานและไซต์งานก่อสร้างจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

Hoist หรือ รอก คือหนึ่งในความหมายของคำว่าปั้นจั่น

“ปั้นจั่น” ในความหมายที่ 1: รอก

หากกล่าวถึงคำว่า “ปั้นจั่น” ในความหมายเชิงกลไกที่เฉพาะเจาะจงและเป็นพื้นฐานที่สุด คำนี้มักจะหมายถึง “รอก” (Hoist)

Hoist หรือ รอก คือ อุปกรณ์กลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เพียงสองอย่างเท่านั้น คือ “ยก” (Lifting) และ “วาง” (Lowering) วัตถุในแนวดิ่ง (แกน Z) โดยสมบูรณ์ กล่าวคือ รอกสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุได้แค่ “ขึ้น” และ “ลง” ในตำแหน่งเดิมเท่านั้น รอกจึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดการยกน้ำหนักขึ้นต้านแรงโน้มถ่วง ทั้งยังเป็นกลไกที่สร้างแรงดึง ไม่ว่าจะผ่านระบบสลิง หรือโซ่ โดยอาศัยกำลังจากหลากหลายแหล่ง เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า (รอกไฟฟ้า), ระบบไฮดรอลิก, ระบบนิวแมติกส์ (รอกลม) หรือแม้กระทั่งแรงคน (เช่น รอกโซ่มือสาว)

โดยทั่วไป รอกจะถูกติดตั้งแบบถาวรบนโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่ง เช่น แขวนอยู่บนคานในโรงซ่อมบำรุง, ติดตั้งหน้าเครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อยกแม่พิมพ์ หรือเป็นส่วนหนึ่งของลิฟต์ส่งของ ซึ่งมีหน้าที่ที่ชัดเจน คือการยกวัตถุหนักขึ้นจากจุด A และวางลงที่จุด B ที่อยู่ตรงด้านล่างในแนวดิ่งเดียวกัน โดยที่ตัวรอกเองไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนที่ในแนวนอน

“ปั้นจั่น” ในความหมายที่ 2: ปั้นจั่นเสา

อีกหนึ่งความหมายของ “ปั้นจั่น” ที่ตรงตัวกว่าในเชิงวิศวกรรมโครงสร้างการยก คือปั้นจั่นที่มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Derrick

Derrick หรือ ปั้นจั่นแบบเสา มีโครงสร้างการยกในลักษณะเฉพาะตัว โดยมีองค์ประกอบหลักคือ เสาหลักที่ยึดตรึงอยู่กับที่ หรือฐานรากอย่างมั่นคง และมีแขนบูมที่สามารถปรับองศาการยก (กระบวนการนี้เรียกว่า Luffing) เพื่อเปลี่ยนแปลงรัศมีการทำงาน 

จุดเด่นของปั้นจั่นเสา คือความสามารถในการยกวัตถุที่มีน้ำหนักสูงมาก ในขณะที่ใช้พื้นที่ในการติดตั้งที่ค่อนข้างจำกัด จึงมักถูกออกแบบมาเพื่องานที่ต้องการพลังยกมหาศาลในจุดเดียว มากกว่าความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ มักพบเห็นการใช้งานปั้นจั่นเสาในลักษณะงานเฉพาะทาง เช่น 

  • การยกติดตั้งอุปกรณ์หนัก (เช่น ระบบปรับอากาศ, ชิลเลอร์) บนยอดตึกสูง
  • งานในอู่ต่อเรือ
  • การใช้งานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่า ปั้นจั่นเสาแตกต่างจากเครนทั่วไปตรงที่ โดยปกติแล้วตัวเสาหลักจะถูกยึดตายตัว และการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวนอนจะมาจากการปรับองศาบูม และการหมุนรอบเสาหลัก (หากออกแบบให้หมุนได้)

“ปั้นจั่น” ในความหมายที่ 3: นิยามตามกฎหมายไทย (ปจ.1 และ ปจ.2)

นี่คือบริบทที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ, วิศวกร, เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) และผู้ปฏิบัติงานทุกคนในประเทศไทย โดยตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ คำว่า ปั้นจั่น ถูกใช้เป็น “คำทางกฎหมาย (Legal Term)” ที่มีความหมายกว้างมาก โดยนิยามไว้ว่า “ปั้นจั่น” หมายความถึง เครื่องจักรกลที่ใช้ยกของขึ้นลงและเคลื่อนย้าย ด้วยนิยามที่ครอบคลุมนี้ จึงหมายความว่าในทางกฎหมายไทย “เครน” (Crane) ทุกชนิด ทุกประเภท ถือเป็น “ปั้นจั่น” ประเภทหนึ่ง

นอกจากนั้น กฎหมายไทยยังได้จำแนก “ปั้นจั่น” (ซึ่งรวมถึงเครนทุกชนิด) ออกเป็น 2 ประเภทหลัก เพื่อใช้ในการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบประจำปี (เช่น การทดสอบการรับน้ำหนัก หรือ Load Test) และการออกใบรับรองผู้ควบคุม ดังนี้ 

1. ปจ.1 (ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่) 

  • หมายถึง ปั้นจั่นที่ติดตั้งอยู่บนขาตั้ง, บนหอสูง หรือมีรางเลื่อนในแนวระนาบเดียว (เช่น วิ่งไป-กลับบนราง)
  • ตัวอย่าง : เครนเหนือศีรษะ (Overhead Crane), เครนขาสูง (Gantry Crane) ในโรงงานหรือลานวางตู้คอนเทนเนอร์, ทาวเวอร์เครน (Tower Crane) ที่ใช้ในงานก่อสร้างตึกสูง และรวมถึง “รอก” (Hoist) ที่ติดตั้งถาวรด้วย

2. ปจ.2 (ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่) 

  • หมายถึง ปั้นจั่นที่ตัวโครงสร้างทั้งหมดสามารถเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งได้โดยอิสระ โดยไม่จำกัดอยู่บนราง
  • ตัวอย่าง: รถเครน หรือ โมบายเครน (Mobile Crane) (ทั้งแบบล้อยาง All Terrain, Rough Terrain หรือ Truck Crane), เครนตีนตะขาบ (Crawler Crane) และรถเฮี๊ยบ (เครนติดรถบรรทุก)

ดังนั้น เมื่อมีการอ้างอิงถึง “เอกสาร ปจ.1” หรือ “ใบเซอร์ ปจ.2” นั่นคือการอ้างอิงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายที่ใช้ควบคุมเครื่องจักรกลุ่มนั้น ๆ

เปรียบเทียบแบบชัด ๆ “ปั้นจั่น” (Hoist) vs “ปั้นจั่นเสา” (Derrick) vs “เครน” (Crane) ต่างกันอย่างไร ?

หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจนิยามของ “ปั้นจั่น” ในบริบทต่าง ๆ ทั้ง รอก (Hoist), ปั้นจั่นเสา (Derrick) และนิยามทางกฎหมายที่ครอบคลุมถึงเครนไปแล้ว เพื่อป้องกันการสับสน หัวข้อนี้จึงจะมาเปรียบเทียบเครื่องจักรทั้งสามชนิดให้เห็นภาพกันแบบชัด ๆ รอบด้าน 

  • ปั้นจั่น” (ในความหมายของ รอก/Hoist) : คือ ส่วนประกอบ (Component) ไม่ใช่เครื่องจักรที่สมบูรณ์ในตัวเอง แต่เป็นเพียงกลไกที่ทำหน้าที่ยกของในแนวตั้ง (แกน Z) เท่านั้น (ขึ้น-ลง) ถ้าเปรียบกับรถยนต์ Hoist ก็คือ “เครื่องยนต์” ที่สร้างกำลังแต่ตัวเองไปไหนไม่ได้
  • ปั้นจั่น” (ในความหมายของ ปั้นจั่นเสา/Derrick) : คือ  ระบบ (System) ที่สมบูรณ์สำหรับการยก แต่มีลักษณะเฉพาะตัวสูง โดยทั่วไปจะประกอบด้วย เสาหลักที่ยึดตรึงอยู่กับที่ และมีแขนบูมที่ปรับองศาเพื่อเปลี่ยนรัศมี จุดเด่นคือพลังการยกที่สูงมากในพื้นที่ติดตั้งที่จำกัด แต่ความคล่องตัวต่ำมาก (มักจะหมุนและปรับรัศมีได้เท่านั้น แต่เคลื่อนที่ไม่ได้)
  • “เครน” (Crane) : คือ “ระบบ (System)” ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการยกและเคลื่อนย้ายวัสดุใน 3 มิติ (X, Y, Z) กล่าวคือ เครนมีทั้ง “โครงสร้าง” ที่นำ “รอก” (ซึ่งเป็นหัวใจในการยก) มาติดตั้ง และเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนที่ในแนวนอน (แกน X และ Y) ไม่ว่าจะเป็นการสวิง (Slewing – หมุนรอบตัวเอง), การวิ่งบนราง หรือการขับเคลื่อน “เครน” จึงเน้นไปที่ “ความสามารถในการยกและเคลื่อนย้ายไปในตำแหน่งต่าง ๆ

Derrick หรือ ปั้นจั่นแบบเสาคือเครื่องจักรที่นิยมใช้ในการขุดเจาะน้ำมัน

ตารางเปรียบเทียบ

รอก (Hoist / “ปั้นจั่น“)ปั้นจั่นเสา (Derrick / “ปั้นจั่น“)เครน (Crane / “ปั้นจั่นตามกฎหมาย)
สถานะส่วนประกอบ (Component)ระบบเครื่องจักร (System)ระบบเครื่องจักร (System)
หน้าที่หลักการยกแนวดิ่ง (Lifting/Lowering)การยกน้ำหนักสูงมากในจุดที่จำกัดการยกและเคลื่อนย้าย 3 มิติ
มิติการเคลื่อนที่1 มิติ (แกน Z: ขึ้น-ลง)2 มิติ (แกน Z + รัศมี) (มักจะหมุนและปรับองศาบูมได้)3 มิติ (แกน X, Y, Z) (เคลื่อนที่, หมุน, ปรับรัศมี, ยกขึ้น-ลง)
การเคลื่อนย้าย (Mobility)ไม่มี (ต้องติดตั้งบนโครงสร้างอื่น)ต่ำมาก (ส่วนใหญ่ยึดตรึงกับที่)สูง (เช่น รถเครน) หรือ จำกัดในพื้นที่ (เช่น เครนเหนือศีรษะ)
โครงสร้างหลักกลไกเดี่ยว (มอเตอร์, เกียร์, ดรัมสลิง/โซ่)เสาหลัก (Mast) ยึดคงที่ + แขนบูม (Boom)โครงสร้างบูม, คาน หรือหอสูง ที่ออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนที่หรือหมุน
ตัวอย่างรอกโซ่ไฟฟ้า, รอกสลิงที่ติดกับคานDerrick บนยอดตึก, Derrick บนแท่นขุดเจาะรถโมบายเครน, เครนเหนือศีรษะ, ทาวเวอร์เครน, เครนตีนตะขาบ

แนวทางการใช้ปั้นจั่นให้ถูกต้องและปลอดภัย

หลังจากที่ได้ทราบแล้วว่าปั้นจั่นคืออะไร และสามารถแบ่งประเภทได้อย่างไรบ้าง อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือวิธีการใช้งานปั้นจั่นอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน โดยแนวทางปฏิบัติที่แนะนำมีดังต่อไปนี้

  1. ผู้ควบคุมปั้นจั่นทุกคนจำเป็นต้องศึกษากฎ วิธีใช้งาน และสัญญาณมืออย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดในการปฏิบัติงาน
  2. ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ผู้ควบคุมปั้นจั่นจำเป็นต้องสวมชุดปฏิบัติงานและอุปกรณ์นิรภัย พร้อมปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด 
  3. ในกรณีที่ห้องควบคุมปั้นจั่นอยู่สูงกว่าระดับพื้น ต้องมีกรอบครอบบันได รวมถึงขั้นบันไดจำเป็นทนทานแข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักได้ 
  4. ไม่ควรใช้ปั้นจั่นยกสิ่งที่เกินน้ำหนักที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ 
  5. ในกรณีที่ใช้ปั้นจั่นยกสิ่งของครั้งแรก ควรทดสอบระบบการทำงานต่างๆ  และทดลองยกสิ่งของขึ้นสักเล็กหน่อย เพื่อตรวจสอบว่าระหว่างที่ยกปั้นจั่นเสียสมดุลหรือไม่ 
  6. ในระหว่างที่ใช้ยกสิ่งของ ห้ามไม่ให้ปั้นจั่นสัมผัสกับสิ่งกีดขวาง รวมถึงห้ามผู้ปฏิบัติหน้าที่เกาะอยู่บนสิ่งของที่ยก
  7. ในระหว่างที่ยกสิ่งของ หากเกิดลมแรงจนทำให้สิ่งของที่ยกแกว่งไปมา ควรรีบวางสิ่งของลงทันที
  8. ในกรณีที่ต้องวางสิ่งของในพื้นที่ต่ำมาก ควรเหลือลวดสลิงไว้มากกว่า 2 รอบบนดรัม 
  9. ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ปั้นจั่นมากกว่า 1 เครื่อง ผู้ให้สัญญาณมือควรมีคนเดียว เพื่อปกป้องความสับสนที่อาจจะเกิดขึ้น 
  10. หากใช้ปั้นจั่นบนอาคารสูง จำเป็นต้องสัญญาณไฟบอกตำแหน่งให้เครื่องบินทราบ

ความถี่สำหรับการตรวจเช็กสภาพปั้นจั่น 

นอกจากการเข้าใจความหมายของปั้นจั่นอย่างครบทุกมิติ รวมถึงแนวทางการใช้ปั้นจั่นอย่างถูกต้องปลอดภัยแล้ว การตรวจเช็กสภาพปั้นจั่นก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย เนื่องด้วยงานก่อสร้างเป็นงานที่สามารถก่ออันตรายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินได้ จึงมีกฎหมายกำหนดความถี่สำหรับการตรวจเช็กสภาพปั้นจั่น ดังนี้

ปั้นจั่นที่ใช้สำหรับงานก่อสร้าง กฎหมายกำหนดไว้ว่า 

  1. ปั้นจั่นที่ใช้ยกสิ่งของน้ำหนักไม่เกิน 3 ตัน ต้องตรวจเช็กสภาพทุกๆ 6 เดือน 
  2. ปั้นจั่นที่ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่า 3 ตัน ต้องตรวจเช็กสภาพทุกๆ 3 เดือน 

ปั้นจั่นที่ใช้สำหรับงานอื่น ๆ 

  1. ปั้นจั่นที่ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 1 ตัน และไม่เกิน 3 ตัน ต้องตรวจเช็กสภาพทุก 1 ปี
  2. ปั้นจั่นที่ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่า 3 ตัน และไม่เกิน 50 ตัน ต้องตรวจเช็กสภาพทุก 6 เดือน
  3. ปั้นจั่นที่ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่า 50 ตัน ต้องตรวจเช็กสภาพทุก 3 เดือน 

ทั้งนี้สำหรับปั้นจั่นที่หยุดใช้งานตั้งแต่ 6 เดือนขึ้น ต้องตรวจเช็กสภาพและทดสอบใหม่ก่อนใช้งาน 

ไม่ว่าคุณจะเรียกเครื่องจักรนี้ว่า “ปั้นจั่น” หรือ “เครน” หากความต้องการของคุณคือเครื่องจักรที่สามารถ “ยก” และ “เคลื่อนย้าย” วัสดุหนักได้อย่างคล่องตัวในหน้างาน “รถเครน” (ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ ปจ.2) คือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุด EK CRANE พร้อมให้บริการเช่ารถเครนราคาคุ้มค่า ครอบคลุมทุกความต้องการ ด้วยขนาดเครนที่หลากหลายที่สุดในประเทศ ตั้งแต่ 10 ตัน, 25 ตัน, 120 ตัน ไปจนถึง 550 ตัน เรามีประสบการณ์ในโครงการทุกรูปแบบ ตั้งแต่งานติดตั้งเครื่องจักรในโรงงาน งานก่อสร้างทั่วไป จนถึงโปรเจกต์ขนาดใหญ่ระดับชาติ ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกใช้รถเครนรับจ้างที่เหมาะสมกับงานของคุณที่สุด ปลอดภัย และคุ้มค่าในการลงทุน

ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อขอใบเสนอราคาหรือปรึกษาการเลือกขนาดและประเภทรถเครนที่เหมาะกับงานของคุณ

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

แหล่งอ้างอิง

  1. Crane, Derrick and Hoist Safety. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 จาก https://www.osha.gov/cranes-derricks 

4 ผู้เครนคืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับรถเครน

4 ผู้ปั้นจั่น

การทำงานของเครนอย่างปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัย “เครน 4 ผู้” ซึ่งประกอบด้วยผู้ให้สัญญาณ ผู้ยึดเกาะวัสดุ ผู้บังคับเครน และผู้ควบคุมเครน โดยแต่ละบทบาทมีหน้าที่เฉพาะเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุในไซต์งาน การอบรมเครน 4 ผู้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกตำแหน่งเข้าใจสัญญาณเดียวกัน ใช้อุปกรณ์ถูกต้อง และปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างครบถ้วน สำหรับองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดในการยกย้ายวัสดุหรือใช้บริการเช่ารถเครน ควรเลือกทีมงานที่ผ่านการอบรมครบทุกตำแหน่งเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและดำเนินงานอย่างมั่นใจ

4 ผู้เครน คืออะไร, 4 ผู้ปั้นจั่น หมายถึงใคร ซึ่ง​คำถามนี้มักจะพบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเครน 4 ผู้ จะประกอบด้วย 1. ผู้ให้สัญญาณเครน (signal man) 2. ผู้ยึดเกาะวัสดุ (rigger) 3. ผู้บังคับรถเครน (crane operator) และ 4. ผู้ควบคุมเครน (crane supervisor) โดยเครน 4 ผู้ จะมีความหมายและมีหน้าที่ ดังนี้

1. ผู้ให้สัญญาณเครน (Signal Man)

ในหลายครั้งที่เราพบว่าการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานกับปั้นจั่นนั้นเกิดจากการให้สัญญาณที่ไม่ถูกต้องจากผู้ให้สัญญาณปั้นจั่น ทำให้การทำงานเกิดความสับสันและนำไปสู่อุบัติเหตุ การให้สัญญาณในการทำงานกับปั้นจั่นนั้นพนักงานผู้ให้สัญญาณต้องมีความเข้าใจในท่าทางต่างๆ ตามหลักสากล รวมไปถึงเป็นไปในรูปแบบเดียวกันกับทีมงานหรือผู้บังคับปั้นจั่น พนักงานที่ทำงานกับปั้นจั่นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เทคนิคต่างๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย โดยรายละเอียดงานของ Signal man มีลักษณะดังนี้

  • สามารถรู้และเข้าใจการให้สัญญาณมือ
  • แสดงการใช้สัญญาณดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เข้าใจการใช้งานและข้อจำกัดของอุปกรณ์ ซึ่งรวมถึงไดนามิกของเครนที่เกี่ยวข้องกับการแกว่ง การยก การลดระดับ การหยุดโหลด และการโก่งตัวของบูมจากน้ำหนักของรอก
  • แสดงให้เห็นว่า signal man สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดข้างต้นผ่านการทดสอบด้วยภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
  • ได้รับการประเมินโดยผู้ประเมินที่ผ่านการรับรอง หรือบุคคลที่สามภายในองค์กร

2. ผู้ยึดเกาะวัสดุ (Rigger)

” Rigger ” เป็นหนึ่งในคำศัพท์ที่ประกอบขึ้นเป็นอาชีพต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันจริงๆ ตั้งแต่การก่อสร้างไปจนถึงการเดินเรือ ในการก่อสร้าง Rigger เป็นผู้เชี่ยวชาญในการผูกมัด การปรับสมดุล การจัดการ และการเคลื่อนย้ายของหนักในอุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งอาจจะต้องการความเชี่ยวชาญและการฝึกอบรมที่แตกต่างจากงานอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง

สมมติว่า ถ้าโครงการก่อสร้างต้องใช้รถเครนเพื่อย้ายท่อคอนกรีตหนักจากด้านหนึ่งของแปลงไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่าย ถ้าทำไม่ถูกต้องท่ออาจจะลื่น หรือเครนอาจจะเสียการทรงตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น Rigger จะต้องมีความเชี่ยวชาญเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยรายละเอียดงานของ Rigger มีลักษณะดังนี้

  • Rigger รู้วิธีเชื่อมต่อสายเคเบิลหรือเชือกกับโหลด ซึ่งรวมถึงรู้ว่าต้องผูกปมที่ถูกต้องอย่างไร และสามารถรองรับได้อย่างปลอดภัย
  • สามารถระบุอันตรายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกและการเคลื่อนย้ายงานได้
  • สามารถให้สัญญาณมือและถ่ายทอดความหมายไปยังเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้
  • ต้องถอดทำความสะอาดและจัดเก็บอุปกรณ์เสื้อผ้าหลังการใช้งาน
  • ประเมินน้ำหนักและขนาดของวัตถุที่จะยกและตัดสินใจอุปกรณ์ที่จะใช้
  • สามารถระบุอันตรายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกและการเคลื่อนย้ายงานระบุและลดความอันตรายที่เกี่ยวข้องได้
  • สามารถคำนวณตำแหน่งของจุดศูนย์ถ่วงได้ว่าต้องอยู่ตำแหน่งใด และตรวจสอบให้แน่ใจว่าโหลดที่ยกมีความเสถียร
  • ปฏิบัติตามขั้นตอนอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
  • ส่งสัญญาณและแนะนำผู้ประกอบการเครนในระหว่างการยก
  • สามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถติดตั้ง และรื้ออุปกรณ์รอกได้ เช่น สลิง, ตะขอและห่วง, คันเร่ง, และกว้าน เป็นต้น
  • ยกและติดตั้งแผงสำเร็จรูปที่ทำจากเหล็กแก้วหรือคอนกรีต
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ยกทั้งหมดก่อนและหลังการยกเพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ไม่ได้รับความเสียหายหรือเสียหาย
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโครงสร้างที่ติดตั้งทั้งหมดปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน

3. ผู้บังคับรถเครน, คนขับเครน (Crane Operator)

ในการยกและเคลื่อนย้ายวัสดุรอบๆ สถานที่ก่อสร้างอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในฐานะที่เป็นคนขับรถเครน จะต้องมีความเข้าใจในวิธีการขับและบำรุงรักษาเครื่องจักร ต้องมีความสามารถในการขนย้าย ยก และเคลื่อนย้ายของหนักโดยใช้เครนเคลื่อนที่หรือเครนอยู่กับที่ด้วยความแม่นยำสูงสุด ซึ่งงานนี้ต้องการคนที่สามารถทำงานเป็นทีมได้ ปฏิบัติตามคำแนะนำ และใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ได้สบาย โดยรายละเอียดงานของ Crane operator มีลักษณะดังนี้

  • ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของเครนในแต่ละวัน
  • ติดตั้งเครนและใช้งานเครน
  • ต้องควบคุมทิศทางและความเร็วของปั้นจั่น
  • ขนย้ายสิ่งของรอบไซต์งานตามแบบหรือกำหนดการ
  • ตรวจสอบความเสถียรของเครนและน้ำหนักบรรทุก
  • ต้องร่วมงานกับผู้ส่งสัญญาณ (Banksman) เพื่อความปลอดภัยของไซต์งาน
  • มีความรู้ทางกลเกี่ยวกับการออกแบบและการใช้อุปกรณ์ที่ใช้งานได้ตลอดจนความสามารถในการซ่อมแซมเล็กน้อย
  • ต้องจดบันทึก ปฏิบัติตามคำแนะนำ และขั้นตอนเฉพาะของใบงานแต่ละใบสำหรับการโหลดรายการ
  • ต้องตรวจสอบเครน สายเคเบิล รอก อุปกรณ์จับยึด และชิ้นส่วนอื่นๆ ทุกวัน เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีปัญหาด้านความปลอดภัยหรือการทำงานผิดปกติที่ต้องแก้ไข
  • เข้าใจและสื่อสารสัญญาณมือไปยังเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ

4. ผู้ควบคุมเครน (Crane Supervisor)

ผู้ควบคุมเครน (Crane Supervisor) คือ ผู้ที่รับผิดชอบด้านการจัดการและความปลอดภัยของสมาชิกที่ทำงานในไซต์ โดยจะตรวจสอบกฎระเบียบด้านสุขภาพและความปลอดภัยทั้งหมด ซึ่ง Srane supervisor มีระดับความรับผิดชอบและการกำกับดูแล

อย่างไรก็ตาม อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละงาน ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและความซับซ้อนของงานที่กำลังดำเนินการ ลิฟต์มาตรฐานทั่วไปจะต้องการการดูแลน้อยกว่าลิฟต์ที่ต้องใช้หลายตัวและมีความซับซ้อนมากกว่า โดยรายละเอียดงานของ Crane supervisor มีลักษณะดังนี้

  • ต้องรับผิดชอบต่อการจัดการและความปลอดภัยของผู้ที่ทำงานในไซต์งาน ตรวจสอบว่า มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบและความปลอดภัยตลอดเวลา
  • แจ้งให้หัวหน้างานทราบถึงอันตรายหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น
  • ประสานงานและดูแลกิจกรรมการยกทั้งหมดตามแผนการยก
  • มีความสามารถในการใช้งานและควบคุมอุปกรณ์ได้
  • ต้องตรวจสอบสภาพพื้นดินปลอดภัยสำหรับการทำงานใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครนเคลื่อนที่
  • สามารถในการใช้เครื่องมือ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาเครื่องจักรได้
  • สามารถดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขสภาวะที่ไม่ปลอดภัย
อบรมเครน 4 ผู้

โดยในเมืองไทยตำแหน่งที่ 1 กับ ตำแหน่งที่ 2 อาจเป็นคนเดียวกัน ซึ่งหน้างานมักจะเรียกรวมๆ ตำแหน่งที่ 1 กับตำแหน่งที่ 2 ว่า ริกเกอร์บ้าง เด็กรถบ้าง เด็กท้ายบ้าง โดยในยุคหลังๆ ทีมงานในแต่ละตำแหน่งจะต้องผ่านการอบรมจากวิทยากรเฉพาะทางโดยตำแหน่งที่ 1 กับตำแหน่งที่ 2 จะอบรมอยู่ที่ 12 ชม.

แต่ถ้าอยากได้ผู้อื่นๆ ต้องอบรมเพิ่มอีก 6 ชม. ต่อ 1 ผู้

(ผู้บังคับรถเครน 6 ชม. + ผู้ควบคุม 6 ชม.) หรือ ถ้าอยากได้ครบทั้ง 4 ผู้ จะต้องอบรม 24 ชม

อยากเช่ารถเครนกับเรา
ให้ทีมเซลล์ของเราติดต่อคุณ

ทำไมต้องมีการอบรมเครน 4 ผู้

การอบรมเครน หรือการอบรมปั้นจั่น คือ การอบรมตามหลักสูตรการทำงานเกี่ยวกับเครนหรือปั้นจั่นตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้สถานประกอบกิจการหรือผู้ที่ทำงานกับเครนหรือปั้นจั่นจะต้องผ่านการอบรมเครน 4 ผู้ ซึ่งการอบรมเครน สิ่งสำคัญที่ควรรู้ คือ เครนหรือปั้นจั่น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เครนชนิดเคลื่อนที่และเครนชนิดอยู่กับที่ ดังนั้น ก่อนจะเข้ารับการอบรมผู้เข้าอบรมจะต้องตรวจสอบให้ดี เนื่องจากหลักสูตรในการอบรมเครนจะแตกต่างกันออกไป

ซึ่งนายจ้างจะต้องส่งลูกจ้างที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเครนหรือปั้นจั่นเข้ารับการอบรมให้เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร การจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 นอกจากนั้นยังเป็นไปตามกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอบรมหลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นและการทบทวนการอบรมการทำงานเกี่ยวกับเครนหรือปั้นจั่น พ.ศ. 2554 เพื่อให้สถานประกอบกิจการส่งพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกับปั้นจั่นหรือเครนเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรที่กฎหมายได้กำหนด

การอบรมเครน อย่างเช่น ผู้ให้สัญญาณปั้นจั่น ทำให้เกิดความเข้าใจถึงเทคนิค การให้สัญญาณกลับไปยังผู้บังคับ บ่อยครั้งที่เรามักพบว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นจากการให้สัญญาณที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดความสับสนแก่ผู้บังคับ ท้ายที่สุดแล้วทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ดังนั้น พนักงานผู้ให้สัญญาณต้องได้เรียนรู้ท่าทางการให้สัญญาณต่างๆ อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน ในขณะเดียวกันผู้บังคับเครนหรือปั้นจั่น ก็ต้องเข้าใจท่าทางการส่งสัญญาณ เพราะหากไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าแต่ละท่า หมายถึงอะไร หรือสื่อถึงอะไร อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน

ซึ่งอย่างที่เราได้กล่าวไปในตอนต้นว่า การอบรมเครน ผู้เข้ารับการอบรมต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ตนเองปฏิบัติงานเกี่ยวกับเครนหรือปั้นจั่นประเภทใด โดยปั้นจั่นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่และปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ หลักสูตรการอบรมนั้นแตกต่างกันออกไป ดังนั้น นายจ้างก่อนส่งพนักงานเข้ารับการอบรมต้องดูให้ดีๆ

ปัจจุบันมีสถาบันต่างๆ ที่รับอบรมเครน เลือกสถาบันที่เชื่อถือได้ สถาบันนั้นต้องได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 เป็นสถาบันที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชั้นนำ หลักสูตรการเรียนการสอนต้องได้มาตรฐานสากล ผู้อบรมหรือวิทยากรจะต้องมีความรู้มีความสามารถและมีประสบการณ์ สามารถถ่ายทอดวิชาความรู้ รวมถึงเทคนิคต่างๆ ได้ดีเยี่ยม เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความรู้และความเข้าใจ สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง