นวัตกรรมเครนจะเป็นอย่างไรเมื่อ AI เข้ามามีบทบาท ?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระบบขนส่งอัตโนมัติ โรงงานผลิต ไปจนถึงอาคารอัจฉริยะ และแน่นอนว่า “อุตสาหกรรมเครน” ก็เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่กำลังถูกพลิกโฉมครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีนี้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปดูกันว่า “AI” กำลังเข้ามามีบทบาทกับเทคโนโลยีเครนในอนาคตอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การควบคุมอัตโนมัติ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ไปจนถึงการยกระดับเครนให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

AI คือสิ่งที่เข้ามาช่วยพัฒนานวัตกรรมเครนให้ก้าวล้ำสมัยยิ่งขึ้น

1. ปฏิวัติความปลอดภัย เมื่อเครน “มองเห็น” และ “คิด” ได้

ความปลอดภัยคือหัวใจอันดับหนึ่งในการทำงานกับเครน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังหมายถึงชีวิตมนุษย์ ในขณะเดียวกัน AI ก็กำลังจะเข้ามาปฏิวัติเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง เพราะปัจจุบัน เราพึ่งพาสายตาและประสบการณ์ของผู้ควบคุม (Operator) เป็นหลัก แต่ในอนาคต เทคโนโลยีเครนจะพัฒนาให้มี “ดวงตา” เป็นของตัวเอง นั่นคือระบบ Computer Vision (คอมพิวเตอร์วิทัศน์) ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI

ลองนึกภาพเครนที่ติดตั้งกล้องความละเอียดสูง, เซนเซอร์ LiDAR (Light Detection and Ranging), และเรดาร์รอบทิศทาง ข้อมูลภาพและสภาพแวดล้อมทั้งหมดจะถูกป้อนเข้าสู่ระบบ AI ซึ่งผ่านการ “เรียนรู้” (Machine Learning) จนสามารถวิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scene Analysis) ได้แบบเรียลไทม์

AI จะ “มองเห็น” และ “คิด” เพื่อความปลอดภัยได้อย่างไร ?

  • การตรวจจับบุคคล : AI สามารถแยกแยะระหว่าง “คน” กับ “วัตถุ” ได้อย่างแม่นยำ หากมีทีมงานภาคพื้นดินเดินเข้าสู่รัศมีอันตราย (Blind Spot หรือ Swing Zone) โดยที่ผู้ควบคุมอาจมองไม่เห็น ระบบ AI จะส่งสัญญาณเตือนทันที หรือในขั้นสูงกว่านั้น ระบบจะสามารถสั่งการให้เครนชะลอหรือหยุดการเคลื่อนไหวอัตโนมัติเพื่อป้องกันการชน
  • การสร้างขอบเขตเสมือน : นวัตกรรมเครนที่มี AI อยู่เบื้องหลังจะสามารถกำหนด “พื้นที่หวงห้าม” เช่น แนวสายไฟฟ้าแรงสูง หรือพื้นที่ที่ไม่มั่นคง ลงในระบบ AI หากแขนเครน หรือตัวน้ำหนักเคลื่อนที่เข้าใกล้พื้นที่เหล่านี้ ระบบจะแจ้งเตือนและจำกัดการเคลื่อนไหวทันที
  • การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม : AI สามารถประเมินสภาพอากาศ เช่น แรงลมกระโชก หรือทัศนวิสัยที่ไม่ดี และให้คำแนะนำแก่ผู้ควบคุม หรือปรับพารามิเตอร์การควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ
  • การตรวจสอบการเกี่ยวตะขอ : AI สามารถใช้กล้องวิเคราะห์การผูกมัดวัตถุ (Rigging) ว่าถูกต้องตามหลักความปลอดภัยหรือไม่ ก่อนที่จะทำการยก

AI จะเปลี่ยนเครนจากเครื่องจักรที่ “รอรับคำสั่ง” ให้กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ความปลอดภัย” ที่ทำงานเชิงรุก ลดการพึ่งพาการตัดสินใจของมนุษย์ในเสี้ยววินาทีที่ตึงเครียด และลดอุบัติเหตุที่เกิดจาก Human Error ได้อย่างมีนัยสำคัญ

2. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสู่ขีดสุดด้วยระบบยกอัตโนมัติ 

ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือท่าเรือขนถ่ายสินค้า ที่มีลักษณะงานซ้ำ ๆ การควบคุมเครนโดยมนุษย์ตลอดเวลาอาจไม่ใช่แนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด AI สามารถเข้ามาทำหน้าที่นี้ในส่วนของระบบยกอัตโนมัติ อีกทั้งเทคโนโลยีเครนที่ขับเคลื่อนโดย AI ไม่เพียงแค่ทำงานซ้ำ ๆ ได้เท่านั้น แต่ยัง “หาเส้นทางที่ดีที่สุด” ได้ด้วย

สมมติว่าต้องย้ายวัตถุจากจุด A ไปจุด B ในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง AI จะคำนวณเส้นทางการเคลื่อนที่ของเครน (ทั้งการเคลื่อนที่ของตัวเครน, การหมุน และการยก) ที่เร็วและปลอดภัยที่สุดอย่างอัตโนมัติ

จุดเด่นที่สุดของนวัตกรรมเครน AI ในการควบคุมคือ “ระบบป้องกันการแกว่งของน้ำหนัก” ที่ชาญฉลาด ผู้ควบคุมเครนรู้ดีว่าการควบคุมไม่ให้วัตถุที่ยกแกว่งไปมานั้นยากเพียงใด แต่ AI สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการคำนวณและสั่งการเคลื่อนที่ของเครนด้วยความแม่นยำสูง เพื่อ “หักล้าง” แรงเหวี่ยงที่จะเกิดขึ้น ทำให้การเคลื่อนย้ายวัตถุเป็นไปอย่างนุ่มนวล รวดเร็ว และแม่นยำ แม้ในขณะที่เร่งหรือหยุดเครนกะทันหัน ผลลัพธ์คือ รอบเวลาการทำงาน (Cycle Time) ที่สั้นลง และสามารถเพิ่มผลผลิต (Productivity) ได้มหาศาล ลดความเสียหายต่อวัตถุที่ยก และลดความเหนื่อยล้าของผู้ควบคุมที่สามารถเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้ดูแลภาพรวม”  แทนการเป็น “ผู้ควบคุม” ตลอดเวลา

3. การวางตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบด้วย AI ที่ให้ความแม่นยำระดับมิลลิเมตร

ในงานก่อสร้างยุคใหม่ โดยเฉพาะการก่อสร้างแบบโมดูลาร์ (Modular Construction) หรือการติดตั้งเครื่องจักรกลหนัก ความแม่นยำในการวางตำแหน่งคือทุกสิ่ง การวางแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป หรือการติดตั้งใบพัดกังหันลมที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงความเสียหายร้ายแรง อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเครนที่ขับเคลื่อนโดย AI  จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ด้วยระบบกำหนดตำแหน่งความแม่นยำสูง โดยการผสานเทคโนโลยีหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น 

  • RTK-GPS (Real-Time Kinematic GPS) : ให้ข้อมูลตำแหน่งบนพื้นโลกด้วยความแม่นยำระดับเซนติเมตร
  • Computer Vision : ใช้กล้องจับภาพเป้าหมาย หรือจุดมาร์กเกอร์ของตำแหน่งที่จะวาง
  • Encoders และ Inclinometers:  เซนเซอร์ภายในเครนที่วัดมุมและการเคลื่อนไหวของแขนเครน

นวัตกรรมเครน AI จะนำข้อมูลทั้งหมดนี้มาประมวลผลแบบเรียลไทม์ และสร้างระบบควบคุมแบบ “Closed-loop” ทำให้ “รู้” ว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน และ “รู้” ถึงจุดของตะขอว่าอยู่ตรงจุดใด จากนั้น AI จะทำการ “ปรับแก้อัตโนมัติ” ในระดับมิลลิเมตร เพื่อให้สามารถวางตำแหน่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ผู้ควบคุมอาจทำหน้าที่เพียงยืนยันคำสั่งสุดท้าย สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความแม่นยำ แต่ยังลดเวลาที่ใช้ในการ “เล็ง” หรือ “ขยับ” ไปมา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เสียเวลาและเสี่ยงที่สุดในการยกขน

เทคโนโลยีเครนที่ขับเคลื่อนโดย AI ทำให้เกิดการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์

4. การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) นำไปสู่เครนอัจฉริยะที่ดูแลตัวเองได้

“Downtime” หรือเวลาที่เครนหยุดทำงานโดยไม่คาดคิดคือฝันร้ายของทุกโครงการ เพราะหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและตารางงานที่ล่าช้า ปัจจุบันเราบำรุงรักษาเครนแบบ “เชิงป้องกัน” (Preventive – ตามระยะเวลา) หรือ “เชิงแก้ไข” (Reactive – เสียแล้วค่อยซ่อม) ทว่าเทคโนโลยีเครน AI จะนำเราไปสู่ยุคของ “การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์” (Predictive Maintenance – PdM)

เครนอัจฉริยะ (Smart Crane) จะติดตั้งเซนเซอร์ IoT (Internet of Things) ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น เครื่องยนต์, ระบบไฮดรอลิก, มอเตอร์, ตลับลูกปืน และแม้กระทั่งเส้นลวดสลิง เซนเซอร์เหล่านี้จะเก็บข้อมูลการทำงานจริงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น แรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิ, แรงดันน้ำมัน, ชั่วโมงการทำงาน, รูปแบบการใช้งาน

ข้อมูลมหาศาล (Big Data) นี้จะถูกส่งไปยัง AI (ซึ่งมักจะเป็นโมเดล Machine Learning) ที่ถูกฝึกฝนให้ “เข้าใจ” รูปแบบการทำงานที่ “ปกติ” ของเครนตัวนั้น ๆ เมื่อ AI ตรวจพบความผิดปกติเพียงเล็กน้อย เช่น รูปแบบการสั่นสะเทือนของมอเตอร์ที่เปลี่ยนไป หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นเล็กน้อยในจุดเดิมซ้ำ ๆ แม้จะเป็นสัญญาณที่มนุษย์ยังตรวจไม่พบ แต่ AI จะสามารถ “พยากรณ์” ได้ว่า “ชิ้นส่วน A มีแนวโน้มที่จะล้มเหลวภายใน 200 ชั่วโมงการทำงานข้างหน้า” โดยนวัตกรรมเครนด้านนี้ถือเป็น Game Changer โดยสิ้นเชิง 

  • ไม่มีการหยุดทำงานกะทันหัน : เราสามารถสั่งอะไหล่และวางแผนการซ่อมบำรุงล่วงหน้าได้ในเวลาที่สะดวก
  • ลดต้นทุนการบำรุงรักษา : เปลี่ยนอะไหล่เฉพาะเมื่อ “จำเป็น” จริง ๆ ไม่ใช่เปลี่ยนตามตารางเวลาที่ตายตัว
  • ยืดอายุการใช้งาน : ดูแลเครนได้ตรงจุดก่อนที่ความเสียหายเล็กน้อยจะลุกลามกลายเป็นความเสียหายใหญ่
  • การวิเคราะห์ความล้าของโครงสร้าง : AI สามารถวิเคราะห์ประวัติการยกน้ำหนัก (Load History) เพื่อประเมินความล้าของโครงสร้างเครนและสลิงได้อย่างแม่นยำ

5. AI Crane ในระบบนิเวศอัจฉริยะ

สุดท้ายนี้ AI จะไม่ทำให้เครนฉลาดขึ้นเพียงลำพัง แต่จะทำให้เครนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบนิเวศอัจฉริยะ” (Smart Ecosystem) ของไซต์งานก่อสร้าง หรือโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ตอบโจทย์ยุค Industry 4.0 ที่อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องสื่อสารกันได้ 

  • Crane-to-Site (C2S) : เครนจะเชื่อมต่อโดยตรงกับแบบจำลอง 3 มิติของอาคาร (BIM – Building Information Modeling) เพราะตัวระบบจะ “รู้” ว่าต้องยกชิ้นส่วนไหน (ที่ติด Tag RFID) ไปติดตั้งที่ตำแหน่งใดในแบบจำลอง 3 มิติ
  • Crane-to-Crane (C2C) : ในการยกที่ซับซ้อนที่ต้องใช้โมบายเครนขนาดใหญ่ 2 คันขึ้นไปยกวัตถุชิ้นเดียว AI ของเครนทั้งสองจะ “สื่อสาร” และ “ประสานงาน” กัน เพื่อให้การยกเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยสูงสุด
  • Crane-to-Logistics (C2L) : เครนในลานสต็อกสินค้าสามารถสื่อสารกับระบบจัดการคลังสินค้า (WMS) และรถบรรทุกที่กำลังจะมาถึง เพื่อวางแผนการยกและลดเวลารอคอย

เทคโนโลยีเครนที่ขับเคลื่อนโดย AI จะทำหน้าที่เป็น “วาทยกร” ที่คอยประสานการทำงานของเครื่องจักรหนัก, ข้อมูลโครงการ และบุคลากรภาคพื้นดิน ให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว สร้าง “Digital Twin” ของไซต์งานที่ผู้จัดการโครงการสามารถตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพได้แบบเรียลไทม์

เรียกได้ว่า AI กำลังจะนำพานวัตกรรมเครนไปสู่มิติใหม่ของความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ดังที่กล่าวมาทั้งหมด แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปไกลเพียงใด หัวใจสำคัญที่โครงการของคุณต้องการมากที่สุดในวันนี้ คือ “ความน่าเชื่อถือ” ของเครื่องจักร และ “ความเชี่ยวชาญ” ของทีมงาน

ที่ EK CRANE ในฐานะบริษัทให้เช่ารถเครนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เราพร้อมให้บริการด้วยเครนที่ทันสมัยและผ่านการบำรุงรักษาด้วยมาตรฐานสูงสุด พร้อมความยืดหยุ่นในการบริการ โดยคุณสามารถเลือกเช่าเครน 10 ตัน 25 ตัน ไปจนถึง 550 ตัน ได้ทั้งแบบรายวัน รายเดือน และระยะยาว

ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อขอใบเสนอราคาหรือปรึกษาการเลือกขนาดและประเภทรถเครนที่เหมาะกับงานของคุณ ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมของเรา ทั้งสำนักงานใหญ่และสาขาในจุดยุทธศาสตร์ จึงพร้อมให้บริการ เช่ารถเครน 25 ตันและขนาดอื่น ๆ ในจังหวัดอยุธยา รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วประเทศไทย

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

แหล่งอ้างอิง

  1. How AI is Revolutionizing The Future of Cranes & Heavy Lifting and Transport. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 จาก https://www.linkedin.com/pulse/how-ai-revolutionizing-future-cranes-heavy-lifting-transport-meeker-s9d1c/

เปรียบเทียบชัด ๆ ซื้อหรือเช่ารถเครน แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน

บริการเช่ารถเครนจากผู้ให้บริการแบบมืออาชีพ

ในโลกของงานก่อสร้างและอุตสาหกรรมหนัก รถเครนถือเป็นเครื่องจักรที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากมีความสำคัญต่อกระบวนการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการยกเหล็กเส้น วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร หรือแม้แต่งานติดตั้งอุปกรณ์ในโรงงาน หลายบริษัทจึงมักเผชิญกับคำถามที่ว่า ควรซื้อรถเครนเป็นของตัวเอง หรือเลือกเช่ารถเครนจากผู้ให้บริการมืออาชีพดี เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับการทำงานมากที่สุด

เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน ลองมาเจาะลึกข้อดีข้อเสียของทั้งสองทางเลือก พร้อมไปรู้ถึงปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

เช่ารถเครน vs ซื้อรถเครน : ข้อแตกต่างที่ต้องเข้าใจ

การตัดสินใจเลือกซื้อหรือเช่ารถเครนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะงาน ความถี่ในการใช้งาน ไปจนถึงงบประมาณ ลองมาดูรายละเอียดของแต่ละทางเลือกกัน

การเช่ารถเครน

การเช่ารถเครนเป็นทางเลือกยอดนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงและไม่อยากลงทุนเงินก้อนใหญ่

ข้อดี

  • ลดภาระเงินลงทุนและต้นทุนเริ่มต้น ไม่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ทำให้บริหารสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น
  • เหมาะกับงานชั่วคราวหรือโครงการระยะสั้น เช่น งานก่อสร้างโครงการเดียว หรืองานติดตั้งชิ้นงานที่ใช้เวลาไม่นาน
  • ลดภาระในการบำรุงรักษา ผู้ให้เช่ารถเครนมักดูแลเรื่องซ่อมแซมและบำรุงรักษา ทำให้คุณประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
  • เลือกขนาดและรุ่นได้ตามความต้องการ สามารถเลือกเครนขนาดเล็กสำหรับพื้นที่จำกัด หรือเครนขนาดใหญ่สำหรับงานหนักตามงานจริง
  • ความยืดหยุ่นสูง หากโครงการเปลี่ยนแปลง คุณสามารถเปลี่ยนประเภทเครนได้ทันทีโดยไม่มีข้อผูกมัด

ข้อจำกัด

  • หากใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ค่าเช่าอาจสูงกว่าการลงทุนซื้อเอง
  • ผู้เช่าต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ เช่น ระยะเวลาเช่า ตารางการใช้งาน หรือข้อกำหนดอื่น ๆ
  • ไม่ใช่เจ้าของเครื่องจักรจริง จึงไม่สามารถปรับแต่งหรือติดตั้งอุปกรณ์เสริมเฉพาะทางได้ตามต้องการ

การซื้อรถเครน

การซื้อรถเครนเป็นการลงทุนระยะยาวที่เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องใช้งานรถเครนเป็นประจำและต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากทำงานด้านการก่อสร้างหรือโปรเจกต์ที่ต้องใช้เครื่องจักรในการยกซ้ำ ๆ การมีรถเครนเป็นของตนเอง จะสามารถสร้างความมั่นคงและลดต้นทุนระยะยาวได้

ข้อดี

  • เป็นเจ้าของอุปกรณ์เต็มรูปแบบ คุณมีอิสระในการใช้งานและบริหารจัดการเครนตามความต้องการ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดของสัญญาเช่า
  • เหมาะกับงานระยะยาวหรืองานประจำ การซื้อเครนจะช่วยลดต้นทุนต่อการใช้งาน เมื่อเปรียบเทียบกับการเช่าระยะยาว
  • ปรับแต่งและบำรุงรักษาได้ตามต้องการ สามารถดูแล ซ่อมแซม หรือปรับแต่งเครนให้เหมาะกับงานเฉพาะทางโดยทีมงานของบริษัท
  • เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัท รถเครนเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกำไรในอนาคตได้ ทั้งจากการให้เช่า หรือขายต่อ

ข้อจำกัด

  • ต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น
  • มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องด้านการบำรุงรักษาและซ่อมแซม
  • เสี่ยงต่อการเสื่อมราคาของเครื่องจักรตามกาลเวลา
  • ขาดความยืดหยุ่น หากงานใหม่ต้องใช้เครนขนาดหรือประเภทที่ต่างออกไป อาจไม่ตอบโจทย์

ทำไมถึงควรเช่ารถเครนมากกว่าการซื้อ ?

ปัจจุบันธุรกิจขนาดกลางและเล็กมักเลือกเช่ารถเครนจากผู้ให้บริการมืออาชีพมากกว่าลงทุนซื้อเอง ด้วยเหตุผลสำคัญ ได้แก่

  • ไม่ต้องลงทุนเงินก้อนใหญ่ ช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงิน
  • เหมาะกับงานชั่วคราว หรือโครงการที่มีหลากหลายประเภท
  • ไม่มีภาระค่าบำรุงรักษาและประกัน เพราะผู้ให้เช่ารถเครนจะดูแลให้ทั้งหมด ช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
  • ช่วยลดความเสี่ยงจากการเสื่อมราคาของเครื่องจักร และไม่ต้องกังวลเรื่องการจำหน่ายต่อในอนาคต
  • มีความยืดหยุ่นสูง เลือกรถเครนตามความต้องการแต่ละงานได้ทันที

สำหรับองค์กรที่ไม่ได้ใช้งานเครนต่อเนื่องตลอดปี การเช่ามักเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัวมากกว่า

บริการให้เช่ารถเครนกับ EK CRANE

ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเช่าหรือซื้อรถเครน

ความถี่ในการใช้งานและระยะเวลาโครงการ

หากต้องใช้รถเครนอย่างต่อเนื่องหรือมีโครงการนานหลายปี การซื้อเครนอาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่า เพราะช่วยลดต้นทุนการใช้งานในระยะยาว แต่สำหรับงานเฉพาะกิจ หรืองานโครงการระยะสั้นที่ใช้งานรถเครนไม่บ่อย การเช่ารถเครนจะช่วยประหยัดต้นทุน ทั้งยังมีความยืดหยุ่น และไม่ต้องกังวลกับการดูแลรักษามากนัก

งบประมาณและต้นทุนรวม

การซื้อรถเครนต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงมีค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาและค่าเสื่อมราคาในอนาคต ขณะที่การเช่าแม้จะจ่ายเป็นงวด ๆ และลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้น แต่หากใช้งานต่อเนื่องหลายปี ต้นทุนรวมอาจสูงกว่าการซื้อ ดังนั้นการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างสองทางเลือกอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

การบำรุงรักษาและประกัน

การเป็นเจ้าของรถเครนหมายถึงต้องรับผิดชอบดูแลทุกด้าน ทั้งค่าซ่อมบำรุง ตรวจเช็กสภาพเครื่องจักร และการทำประกันภัยครอบคลุมความเสี่ยง แต่การเช่ารถเครนมักมาพร้อมบริการซ่อมบำรุงและการประกันจากผู้ให้บริการ ช่วยลดภาระงานด้านเทคนิคและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด ทำให้องค์กรสามารถโฟกัสงานหลักได้เต็มที่

เคล็ดลับเลือกผู้ให้บริการเช่ารถเครนที่คุ้มค่า

ก่อนที่คุณจะเลือกเช่ารถเครนจากผู้ให้บริการ ขอแนะนำให้คุณตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง เพื่อความคุ้มค่าในการใช้บริการ

  • สภาพรถเครนและมาตรฐานความปลอดภัย : ต้องผ่านการตรวจเช็กตามระยะ และมีใบรับรองความปลอดภัย (Certificate)
  • ทีมงานผู้ควบคุมเครน : ควรเป็นผู้มีใบอนุญาตและประสบการณ์จริง
  • เงื่อนไขสัญญาเช่า : ตรวจสอบความยืดหยุ่น เช่น ระยะเวลาเช่า ค่าบริการเสริม และความคุ้มครองด้านประกันภัย
  • ความน่าเชื่อถือของบริษัท : เลือกผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์ยาวนานและมีผลงานในโครงการระดับประเทศ

หากคุณกำลังมองหาบริการเช่ารถเครนที่ได้มาตรฐานระดับสากล EK CRANE พร้อมให้บริการรถเครนให้เช่าทุกขนาดตั้งแต่ 10-550 ตัน ครอบคลุมงานตั้งแต่ไซต์ก่อสร้างขนาดเล็กจนถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศ เรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการยกและความปลอดภัย พร้อมให้คำปรึกษาและจัดหารถเครนรับจ้างที่เหมาะสมกับงานของคุณ เพื่อให้คุณทำงานได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด

ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อรับข้อเสนอพิเศษและแผนการเช่าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

แหล่งอ้างอิง

  1. เช่า หรือ ซื้อรถยก สำหรับธุรกิจของคุณแบบไหนคุ้มกว่า. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 จาก https://yemencantwait.org/rent-or-buy-a-forklift/

คู่มือเลือกรถเครนขนาดเล็ก-ใหญ่ ให้เหมาะกับงานยกจริงทุกประเภท

การเลือกใช้รถเครนให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ไม่ใช่แค่เรื่องของขนาดน้ำหนักที่จะยกเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ปฏิบัติงาน, ระยะยก (Radius), ความสูงของการยก, ข้อจำกัดเรื่องพื้นผิว, การเข้าถึงพื้นที่แคบ รวมถึงงบประมาณและเวลาในการดำเนินงาน เพราะหากเลือกผิด อาจทำให้ต้นทุนเพิ่ม งานล่าช้า หรือร้ายแรงกว่านั้นคือเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกวิธีพิจารณาว่า “รถเครนเล็ก” หรือ “รถเครนใหญ่” แบบไหนที่ตอบโจทย์หน้างานของคุณได้อย่างเหมาะสมที่สุด

รถเครนเล็กตอบโจทย์งานที่ต้องการความคล่องตัวสูง

ขนาด “ตัน” ของเครนบอกอะไรกับเรา ?

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ ตัวเลข “พิกัดการยก” (Tonnage Rating) ของเครน เช่น 10 ตัน, 50 ตัน, หรือ 550 ตัน ไม่ได้หมายความว่าเครนคันนั้นจะสามารถยกของที่มีน้ำหนักเท่านั้นได้ในทุกสถานการณ์ แต่ตัวเลขดังกล่าวคือ ความสามารถในการยกสูงสุด (Maximum Lifting Capacity) ภายใต้เงื่อนไขที่ “สมบูรณ์แบบที่สุด” ซึ่งในทางปฏิบัติแทบไม่เคยเกิดขึ้น โดยเงื่อนไขสมบูรณ์แบบที่ว่านี้ หมายถึง

  • รัศมีที่ใกล้ตัวเครนมากที่สุด (Minimum Working Radius) : จุดศูนย์กลางของวัตถุที่ยก อยู่ใกล้กับจุดหมุนของตัวเครนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ความยาวบูมที่สั้นที่สุด (Shortest Boom Length) : ใช้บูม (แขนเครน) ที่สั้นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

เมื่อใดก็ตามที่ต้องยืดบูมออกไปยาวขึ้น หรือต้องยกของในรัศมีที่ไกลออกไป ความสามารถในการยกของเครนจะลดลงอย่างมากตามตารางพิกัดการยก (Load Chart) ที่ผู้ผลิตกำหนดไว้เสมอ ดังนั้น การจะยกของหนัก 5 ตัน ไม่ได้หมายความว่าใช้เครน 10 ตันแล้วจะปลอดภัยเสมอไป อาจจะต้องใช้เครนขนาด 25 ตัน หรือ 50 ตัน ก็เป็นได้ หากต้องยกไปวางในระยะที่ไกลหรือสูงมาก

รถเครนเล็กตอบโจทย์ในพื้นที่จำกัดและงานที่ต้องการความเร็ว

รถเครนขนาดเล็ก (10-50 ตัน) เป็นเครื่องจักรที่มีความคล่องตัวสูงและถูกใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุด ด้วยขนาดที่กะทัดรัดและน้ำหนักที่ไม่มากเกินไป ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในหลากหลายประเภทงาน ตัวอย่างเช่น

  • งานในพื้นที่แคบและจำกัด : ไซต์งานในเมือง, โรงงานที่มีเครื่องจักรหนาแน่น หรือซอยแคบ ๆ ที่รถเครนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่รถเครนเล็กสามารถเข้าไปทำงานได้อย่างสะดวก
  • งานที่น้ำหนักยกไม่มาก (ประมาณ 3–10 ตัน) : เช่น การยกแผ่นพื้นสำเร็จรูป, เทคอนกรีตด้วยกระเช้า (Bucket), ยกถังบำบัด, ติดตั้งป้าย หรือยกโครงหลังคาขนาดเล็ก
  • งานที่ต้องการความรวดเร็วและเคลื่อนย้ายบ่อย : ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้การติดตั้ง (Setup) และการเก็บ (Pack Up) ทำได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับงานที่ต้องย้ายจุดยกหลาย ๆ จุดภายในวันเดียว เช่น งานวางท่อ, ยกต้นไม้ หรือการขนย้ายวัสดุก่อสร้างรอบ ๆ โครงการ
  • งานติดตั้งในแนวราบที่ไม่ต้องการความสูงมาก : การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ (Chiller), วางคานแนวนอน, หรือยกของขึ้นบนอาคาร 2-3 ชั้น ซึ่งระยะบูมของรถเครนเล็กสามารถทำงานได้สบาย ๆ
  • โครงการที่ต้องการควบคุมงบประมาณ : ค่าเช่ารถเครนขนาดเล็กย่อมเยากว่าเครนขนาดใหญ่ ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับงานที่ไม่ต้องการแรงยกสูง

รถเครนใหญ่ ขุมพลังสำหรับงานเมกะโปรเจกต์และงานสุดท้าทาย

เมื่อความหนัก ความสูง และความไกล เข้ามาเป็นปัจจัยหลัก รถเครนใหญ่ (80 ตันขึ้นไป) คือคำตอบที่เหมาะสม ด้วยศักยภาพในการยกที่มหาศาลและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ทำให้สามารถรับมือกับงานที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงได้ ตัวอย่างเช่น

  • งานที่ต้องยกของ “หนักมาก” : การยกชิ้นส่วนสะพาน, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator), หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer), หรือเครื่องจักรหนักในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่ 20 ตัน ไปจนถึงหลายร้อยตัน
  • งานที่ต้องยก “สูงและไกล” : การก่อสร้างอาคารสูง, ติดตั้งเสาส่งสัญญาณ, ประกอบชิ้นส่วนกังหันลม หรือยกอุปกรณ์ขึ้นไปบนยอดอาคาร ซึ่งจำเป็นต้องใช้บูมที่ยาวเป็นพิเศษและมีกำลังยกที่เพียงพอในระยะที่ไกลออกไป
  • งานที่ต้องการ “ความปลอดภัยสูงสุด” : ในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น โรงกลั่นน้ำมัน, โรงไฟฟ้า หรือโรงงานปิโตรเคมี ที่อุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจสร้างความเสียหายมหาศาล การใช้รถเครนใหญ่ที่มีค่าความปลอดภัย (Safety Factor) สูงกว่าและมีเสถียรภาพมากกว่าจึงตอบโจทย์
  • งานโครงสร้างขนาดใหญ่ : การติดตั้งโครงสร้างเหล็ก (Steel Structure) ในสนามกีฬา, โรงงาน หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งต้องยกชิ้นส่วนที่มีทั้งขนาดใหญ่และน้ำหนักมากไปประกอบในที่สูง
  • งานที่มีแผนการยกซับซ้อน (Complex Lift Plan) : เช่น การยกแบบพลิกชิ้นงาน (Tailing Lift), การยกประสานกันของเครนสองคัน (Tandem Lift) หรือการยกในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางจำนวนมาก ที่ต้องอาศัยการคำนวณที่แม่นยำและขีดความสามารถของรถเครนใหญ่
รถเครนใหญ่คือตัวเลือกที่เหมาะสมกับงานโครงสร้างขนาดใหญ่

6 ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา เพื่อเลือกขนาดรถเครนที่ใช่

  1. น้ำหนักของวัตถุ (Load Weight) : ไม่ใช่แค่น้ำหนักของสิ่งของที่จะยก แต่ต้องรวมน้ำหนักของอุปกรณ์ช่วยยกทั้งหมดด้วย เช่น สลิง, โซ่, และตะขอ
  2. ระยะบูมและรัศมีการยก (Boom Length & Working Radius) : ต้องวัดระยะทางจากจุดศูนย์กลางของเครนไปยังจุดที่จะวางของ (รัศมีการทำงาน) และความยาวบูมที่ต้องใช้เพื่อข้ามสิ่งกีดขวางต่าง ๆ นี่คือสองตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารถในการยกมากที่สุด
  3. ความสูงของการยก (Lifting Height) : ความสูงจากพื้นถึงจุดที่จะวางของ บวกกับความสูงของตัววัตถุและอุปกรณ์ช่วยยกจะเป็นตัวกำหนดความยาวบูมขั้นต่ำที่ต้องการ
  4. ลักษณะของพื้นหน้างาน (Ground Conditions) : พื้นดินต้องมีความมั่นคงแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของรถเครนและน้ำหนักที่ยกได้ หากเป็นพื้นดินอ่อน, ดินถมใหม่ หรืออยู่ใกล้ทางลาดชัน อาจต้องมีการเตรียมพื้นที่ เช่น การบดอัดหรือใช้แผ่นเหล็กรองขาเครน (Crane Pad) เพิ่มเติม
  5. ความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ (Site Access) : ตรวจสอบเส้นทางเข้า-ออก, ความกว้างของถนน, วงเลี้ยว และสิ่งกีดขวางทางอากาศ เช่น สายไฟฟ้าหรือกิ่งไม้ เครนขนาดใหญ่อาจต้องการพื้นที่ในการเข้าและติดตั้งมากกว่าที่คิด
  6. เวลาทำงาน และงบประมาณ (Timeline & Budget) : การวางแผนที่ดีจะช่วยให้ใช้เครนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดชั่วโมงการทำงานที่ไม่จำเป็นลง และควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้

ไม่ว่าคุณจะต้องการเช่ารถเครนขนาดเล็ก 25 ตัน ในพื้นที่อยุธยา แหลมฉบัง รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ หรือต้องการเช่าโมบายเครน 300 ตัน สำหรับโครงการระดับชาติ EK CRANE มีให้ครบทุกขนาด ตั้งแต่ 10 ตัน ไปจนถึง 550 ตัน พร้อมคนขับและทีมวางแผนการยกของมืออาชีพที่จะช่วยประเมินหน้างาน วาง Lifting Plan ตามมาตรฐานความปลอดภัย และสนับสนุนอุปกรณ์เสริมทุกชนิดเพื่อให้คุณทำงานได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด

ติดต่อ EK CRANE วันนี้ เพื่อรับข้อเสนอพิเศษและแผนการเช่าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ !

  • สำนักงานใหญ่ (กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ) โทร 02-745-9999
  • สำนักงานใหญ่ (ระยอง) โทร 038-682-666
  • สาขาย่อย (แหลมฉบัง) 038-482-666
  • LINE : @EKCRANE

แหล่งอ้างอิง

  1. How to Read a Crane Load Chart?. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 จาก https://heavyequipmentcollege.edu/how-to-read-a-crane-load-chart
  2. Evolution of the crane selection and on-site utilization process for modular construction multilifts. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 จาก https://www.academia.edu/26975009/Evolution_of_the_crane_selection_and_on_site_utilization_process_for_modular_construction_multilifts?utm

ทำความเข้าใจ กฎกระทรวงด้านการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้น ต้องทำอย่างไรบ้าง

อบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ

อุตสาหกรรมการก่อสร้าง คือหนึ่งในธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ออัคคีภัยสูงไม่น้อย เพราะในไซต์งานก่อสร้างหลาย ๆ ขั้นตอนจำเป็นต้องใช้วัสดุที่ติดไฟได้ง่ายและเครื่องจักรไฟฟ้า ดังนั้นองค์กรและผู้ประกอบการด้านงานก่อสร้างจึงต้องให้ความสำคัญกับการอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟระหว่างทำงาน เพื่อเสริมความปลอดภัยของพนักงานและป้องกันความเสียหายใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ

โดยเฉพาะการปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับเหตุฉุกเฉินจากอัคคีภัยในไซต์งานก่อสร้าง

ความสำคัญของอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ

การอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ เป็นกระบวนการสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมของพนักงานและบุคลากรในองค์กรเพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในอัคคีภัย และช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ การให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีป้องกันและระงับอัคคีภัยในงานก่อสร้าง และยังครอบคลุมไปถึงแนวทางการอพยพหนีไฟที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยในงานก่อสร้างของทุกคนในองค์กร

ดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดกฎกระทรวงให้สถานประกอบการทุกแห่งจัดการฝึกอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ และถ้าหากไม่ดำเนินการตามข้อบังคับ องค์กรหรือสถานประกอบการอาจจะถูกปรับหรือได้รับโทษทางกฎหมายได้ เพราะการละเลยการอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพนักงานและทรัพย์สินของบริษัทนั่นเองครับ

อบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ การใช้ถังดับเพลิง

ข้อกำหนดการอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟตามกฎกระทรวง

ตามกฎกระทรวงของรัฐบาล ได้กำหนดไว้ว่า บริษัททุกแห่งต้องมีการอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟขั้นพื้นฐาน โดยมีข้อกำหนด 3 ส่วน ได้แก่

  • จำนวนพนักงานที่ต้องเข้าร่วมอบรม นายจ้างต้องจัดให้มีการอบรมดับเพลิง ให้กับพนักงาน ไม่ต่ำกว่า 40% ของพนักงานทั้งหมด
  • ความถี่ในการจัดอบรม นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  • ระยะเวลาการอบรมที่กำหนด ต้องครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีระยะเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

3 ส่วนการอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟตามกฎกระทรวง

การอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟตามกฎกระทรวงแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ซึ่งครอบคลุม ตั้งแต่ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดอัคคีภัย

  1. หลักสูตรภาคทฤษฎี

หลักสูตรการอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟภาคทฤษฎี บริษัทต้องให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอัคคีภัย ทั้งสาเหตุ ประเภท และวิธีสังเกตรูปแบบของไฟไหม้ เช่น ไฟไหม้จากสารเคมี ไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร และไฟไหม้จากเชื้อเพลิงต่างๆ และขั้นตอนการใช้งานเครื่องมือดับเพลิง เช่น การเลือกใช้ถังดับเพลิงที่เหมาะสมกับประเภทของไฟ หรือการทำงานของระบบแจ้งเตือนไฟไหม้

  1. หลักสูตรภาคปฏิบัติ

สำหรับหลักสูตรภาคปฏิบัติ ให้บริษัทเน้นไปที่การใช้เครื่องมือดับเพลิงอย่างถูกต้อง โดยเริ่มต้นจากการแต่งตั้ง ผู้เฝ้าระวังไฟ การฝึกฝนให้พนักงานสามารถใช้ถังดับเพลิงชนิดต่าง ๆ ได้อย่างถูกวิธี ทั้งถังดับเพลิงแบบผงเคมีแห้ง หรือถังดับเพลิงชนิด CO2 การสอนการใช้งานสายดับเพลิงเพื่อควบคุมเพลิง และอธิบายถึงขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพ พร้อมกับจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความคุ้นเคย และสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. การฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ

สุดท้ายคือ การฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานเข้าใจแนวทางการอพยพที่ถูกต้องเมื่อเกิดเหตุจำเป็น โดยครอบคลุมตั้งแต่ การนัดจุดรวมพลและแนวทางการตรวจสอบจำนวนพนักงาน การเดินตามเส้นทางหนีไฟที่กำหนดไว้ การใช้บันไดหนีไฟ และการปฏิบัติตามสัญญาณเตือนภัยเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และสร้างความมั่นใจว่าไม่มีผู้ติดค้างอยู่ในอาคาร

เตรียมความพร้อมอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ

การเตรียมตัวก่อนการอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟเป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทควรใส่ใจ เพราะจะช่วยให้เราสามารถฝึกอบรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและนี่คืออุปกรณ์ที่จำเป็น สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการฝึกอบรม และเอกสารที่ต้องจัดเตรียมเพื่อให้การอบรมเป็นไปอย่างราบรื่นครับ

อุปกรณ์ดับเพลิงที่จำเป็น

โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • ถังดับเพลิง ซึ่งใช้งานให้เหมาะสมกับประเภทของไฟไหม้ เช่น ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งสำหรับไฟไหม้ทั่วไป หรือถังดับเพลิง CO2 สำหรับไฟไหม้ที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • สายดับเพลิงและหัวฉีดน้ำ ควรติดตั้งสายดับเพลิงพร้อมหัวฉีดน้ำแรงดันสูงที่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ภายในอาคาร
  • สัญญาณเตือนไฟไหม้ ที่ช่วยแจ้งเตือนพนักงานเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เช่น เครื่องตรวจจับควัน เครื่องตรวจจับความร้อน และสัญญาณเตือนภัย
  • อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ผ้าห่มกันไฟ ถุงมือทนความร้อน และหน้ากากกันควันไฟ
อบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ถุงมือทนความร้อน

พื้นที่สำหรับการฝึกอบรม

พื้นที่ฝึกอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ควรมีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการทำกิจกรรม ได้แก่

  • บริเวณเปิดโล่ง ซึ่งสามารถควบคุมไฟได้ง่าย และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
  • ห้องฝึกอบรมเฉพาะทาง ที่มีอุปกรณ์จำลองสถานการณ์เพลิงไหม้เพื่อการฝึกที่สมจริง
  • มีอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น เครื่องดับเพลิงสำรอง อ่างน้ำ และทางหนีไฟในกรณีฉุกเฉิน

เอกสารที่ต้องจัดเตรียม

บริษัทควรจัดเตรียมเอกสารสำคัญเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย ได้แก่

  • แผนการฝึกอบรม พร้อมระบุรายละเอียดหลักสูตรอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ
  • คู่มือความปลอดภัย เพื่อให้พนักงานทราบถึงแนวทางปฏิบัติในกรณีเกิดเพลิงไหม้
  • รายงานผลการอบรม สำหรับการบันทึกข้อมูลผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผลการทดสอบ
  • ใบรับรองการอบรม ใช้เป็นหลักฐานว่าองค์กรได้ดำเนินการฝึกอบรมตามกฎหมายกำหนด

สรุป

การอบรมดับเพลิงและอพยพหนีไฟเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการทำงานในไซต์ก่อสร้าง ที่จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยระหว่างการใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ และการดำเนินการตามกฎกระทรวงจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าพนักงานมีความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับใครที่ต้องการลดความเสี่ยงในการทำงานก่อสร้าง หรืออยากติดตามข่าวสาร ความรู้ และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่น EK CRANE เราคือ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำงานไซต์ก่อสร้าง สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

ทำความเข้าใจหลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เสริมประสิทธิภาพการทำงาน

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ความปลอดภัยระหว่างการทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่เราไม่สามารถมองข้ามได้ง่าย ๆ เพราะสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเครื่องจักร การทำงานบนที่สูง หรือการจัดการสารเคมี และถ้าหากว่า ในไซต์งานก่อสร้างไม่มีมาตรการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่เหมาะสมมากเพียงพอ ก็อาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่รุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้ครับ

วันนี้ผมจะพาทุกคนไป ทำความเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานของอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และเรียนรู้วิธีป้องกันอุบัติเหตุในงานก่อสร้าง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานไซต์ก่อสร้าง

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในงานก่อสร้าง

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย คืออะไร

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health and Safety: OHS) คือการจัดการสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับให้พนักงานในองค์กร โดยมีขอบเขต ครอบคลุมตั้งแต่ การป้องกันอุบัติภัย การคุ้มครองความปลอดภัย การลดความเสี่ยงจากสารเคมี การสร้างมาตรฐานการทำงานที่ปลอดภัย การปรับสภาพของงาน และการส่งเสริมสุขภาพกายและใจให้มีความแข็งแรง

ความสำคัญ

  • ความสำคัญต่อองค์กร ช่วยลดอุบัติเหตุในการทำงาน ลดความเสียหายและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการหยุดงาน และการดำเนินการด้วยหลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัยยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรและเพื่อความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย
  • ความสำคัญต่อพนักงาน หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ทำให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงเกิดความพึงพอใจในการทำงานและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8 องค์ประกอบพื้นฐาน ของงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

เพราะการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านเพื่อการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยลดและป้องกันอุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างได้ครับ

  1. การวางแผน

การวางแผน คือองค์ประกอบส่วนแรกของการทำงานตามหลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยกำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย และวิเคราะห์ความเสี่ยงและการวางแนวทางป้องกันอุบัติเหตุล่วงหน้า เพื่อให้เราสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย การวางแผน
  1. การรายงานเหตุการณ์

การรายงานและตรวจสอบอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ใกล้เคียงจากพนักงานในองค์กรทุกคน Kaizen จะช่วยเราสามารถติดตามข่าวสารได้ทันท่วงที และวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อปรับปรุงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นในอนาคต ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่

  • รายงานอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ
  • รายงานอันตรายและความเสี่ยง
  • รับการแจ้งเตือนเพื่อทำงานบางอย่างให้เสร็จ
  • ทบทวน แก้ไขแบบฟอร์มความเสี่ยง อันตราย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ครบถ้วน
  1. User-friendly interface

User-friendly interface หรือการใช้เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและเป็นแนวทางให้ห้กับพนักงาสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น เช่น แบบฟอร์มรายงานความปลอดภัย หรือระบบแจ้งเตือนอุบัติเหตุผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้งานได้อย่างง่ายดาย และมีความชัดเจน  เพื่อการสื่อสารที่ถูกต้องและครบถ้วนมากที่สุดครับ

  1. การฝึกอบรม

การให้ความรู้เกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแก่พนักงาน เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบจำเป็นที่บริษัทต้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การทำความเข้าใจสัญลักษณ์วัตถุอันตราย การป้องกันอุบัติเหตุ วิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือ ขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพ ล้วนแล้วแต่เป็นการบริการจัดการที่จะช่วยให้พนักงานสามารถปฏิบัติตัวในไซต์งานก่อสร้างได้อย่างปลอดภัย

  1. การประเมินความเสี่ยง

การประเมิน การวิเคราะห์ และแก้ไขความเสี่ยง ที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน คือขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงเป็นประจำทำให้สามารถปรับปรุงมาตรการป้องกันได้อย่างเหมาะสม ผ่านการใช้งานระบบซอฟต์แวร์อัตโนมัติ ที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ในระบบการทำงาน เช่น ค่าสถิติ หรือค่าความเสี่ยงของอุบัติเหตุในขั้นตอนต่าง ๆ

  1. การรับรอง

การรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งมาจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ เช่น ISO 45001 หรือมาตรฐานความปลอดภัยของภาครัฐ คือองค์ประกอบของหลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่ช่วยแสดงให้เห็นถึงการรักษาความปลอดภัยในการทำงานขององค์กรต่าง ๆ และยังเป็นแนวทางที่ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานและลูกค้าได้ดีไม่น้อยเลยครับ

  1. การสื่อสาร

การสื่อสารภายในองค์กรเกี่ยวกับความปลอดภัย คือองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมที่เน้นความปลอดภัย เพราะสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างพนักงานอย่างชัดเจน จะช่วยให้ทุกคนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย

  1. การเข้าถึงข้อมูล

การจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยที่พนักงานสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น คู่มือการปฏิบัติงาน กฎระเบียบในไซต์งานก่อสร้าง และข้อมูลอุบัติเหตุต่าง ๆ คือองค์ประกอบสุดท้ายในหลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่จะช่วยให้พนักงานสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย การทำงานบนที่สูง

อุบัติเหตุที่พบได้บ่อยจากการทำงานก่อสร้าง

การทำงานก่อสร้างมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง เพราะพนักงานในไซต์งานก่อสร้างต้องใช้เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ และแวดล้อมไปด้วยพื้นที่อันตรายที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายได้ และอุบัติเหตุที่พบบ่อยในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้แก่

  • อุบัติเหตุจากเครื่องจักร เกิดจากการใช้งานเครื่องจักรโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย พนักงานจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมการใช้งานเครื่องจักรอย่างถูกต้อง
  • อุบัติเหตุจากการเคลื่อนย้ายและกองวัสดุ มักมีสาเหตุจากการวางสินค้าที่ไม่เหมาะสม สามารถป้องกันได้โดยการจัดพื้นที่ให้เป็นระเบียบหรือใช้เครื่องมือช่วยยก
  • อุบัติเหตุจากการพลัดตกจากที่สูงหรือหกล้ม เพราะขาดอุปกรณ์ป้องกันตก ควรใช้อุปกรณ์กันตกต่าง ๆ พร้อมทั้งติดตั้งราวกั้น
  • อุบัติเหตุจากการใช้เครื่องมือต่างๆ มักจะเกิดจากเครื่องมือชำรุด หรือใช้เครื่องมือผิดวิธีหรือ พนักงานจึงควรตรวจสอบเครื่องมือก่อสร้างให้ดีก่อนใช้งาน
  • อุบัติเหตุจากไฟฟ้าช็อต จากสายไฟเสียหาย ชำรุด การตรวจสอบสายไฟและใช้เครื่องป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรจะช่วยลดอุบัติเหตุนี้ได้
  • อุบัติเหตุจากสารเคมี เกิดจากการสัมผัสสารเคมีอันตราย พนักงานควรเข้าใจถึง สัญลักษณ์วัตถุอันตราย และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลระหว่างการทำงาน
  • อุบัติเหตุจากกระบวนการผลิตที่มีอุณหภูมิสูง เกิดจากการทำงานใกล้เครื่องจักรที่มีความร้อนสูง การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันความร้อนคือวิธีป้องกันอุบัติเหตุนี้ได้

สรุป

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพราะมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ผ่านการใช้งานเครื่องจักรที่มีคุณภาพ และการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอุบัติเหตุ และช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร

สำหรับใครที่ต้องการลดความเสี่ยงในการทำงานก่อสร้าง หรืออยากติดตามข่าวสาร ความรู้ และสาระดี ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถเครน และปั้นจั่น EK CRANE เราคือ ผู้นำด้านบริการเช่ารถเครนทุกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำงานไซต์ก่อสร้าง สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย

รู้จักสัญลักษณ์จำแนกวัตถุอันตราย 9 ประเภท

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท

เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การใช้งานสารเคมีและวัตถุอันตรายต่าง ๆ ในงานก่อสร้างคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อกระบวนการก่อสร้างในไซต์งาน แต่ก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงที่สูงไม่น้อย และถ้าหากว่า คุณไม่เรียนรู้วิธีการจัดการหรือใช้งานงานอย่างเหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงทั้งต่อคนงาน สภาพแวดล้อม และอุปกรณ์ต่าง ๆ

ดังนั้น การทำความเข้าใจ “สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และส่งเสริมการทำงานที่มีประสิทธิภาพในงานก่อสร้างครับ

ทำไมจึงควรรู้จักสัญลักษณ์วัตถุอันตรายในงานก่อสร้าง ?

ในสถานที่ก่อสร้าง วัตถุอันตรายมักจะถูกใช้ในหลากหลายหลายรูปแบบ เพื่อใช้การทำงานสะดวก ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สารเคมีเร่งปฏิกิริยา หรือสารเคลือบป้องกันสนิม และถ้าหากพนักงานไม่เรียนรู้การใช้งานสัญลักษณ์วัตถุอันตรายเหล่านี้ให้ดี ก็อาจนำไปสู่อุบัติเหตุอย่าง การระเบิด การเผาไหม้ หรือการสัมผัสสารเคมีที่เป็นพิษได้ง่าย ๆ

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภทที่ควรรู้ พร้อมวิธีป้องกันอุบัติเหตุ

นี่คือสัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท ที่คุณควรรู้ เพื่อลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องครับ

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Explosive
  1. สารที่ระเบิดได้ (Explosive)

สารที่ระเบิดได้ (Explosive) สารเคมีที่สามารถเกิดปฏิกิริยาระเบิดหรือเผาไหม้อย่างรุนแรง เมื่อถูกกระทบกระเทือน เสียดสี สัมผัสประกายไฟ และโดนความร้อน เช่น สารประกอบกลุ่ม Nitrate หรือดินระเบิด

ข้อควรปฏิบัติ ควรจัดเก็บสารระเบิดในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศดี ห่างไกลจากแหล่งความร้อนหรือประกายไฟ และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ถูกออกแบบเพื่อลดความเสี่ยงจากแรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือน

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Oxidizing
  1. สารเร่งการติดไฟ (Oxidizing)

สารเร่งการติดไฟ (Oxidizing) สารเคมีที่ปล่อยออกซิเจนเพื่อเพิ่มความรุนแรงของการเผาไหม้ และเมื่อสัมผัสกับสารไวไฟ ก็อาจทำให้ไฟไหม้รุนแรงเช่น  เช่น สารประกอบ Hypochlorite, Permanganate หรือสารฟอกขาวหรือสารเคมีในงานเชื่อม

ข้อควรปฏิบัติ ไม่เก็บรวมกับสารเคมีไวไฟ และควรใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น ถุงมือและแว่นตา เพื่อป้องกันการสัมผัสสารโดยตรงหรือเกิดไฟลุกไหม้

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Flammable
  1. วัตถุไวไฟ (Flammable)

สารไวไฟ (Highly Flammable) สารที่สามารถติดไฟได้ง่าย ของเหลวไวไฟที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 21 องศาเซลเซียส หรือสารเคมีที่เกิดไฟได้หากสัมผัสกับน้ำและอากาศชื้น เช่น น้ำมันเบนซินหรือสีทาไม้

ข้อควรปฏิบัติ ใช้ภาชนะที่ปิดสนิทและกันไฟ พร้อมจัดเก็บในพื้นที่ที่ห่างไกลจากเปลวไฟ ประกายไฟ และความร้อน

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Corrosive
  1. สารกัดกร่อน (Corrosive)

สารกัดกร่อน (Corrosive) สารเคมีก่อให้เกิดการระคายเคืองดวงตาและผิวหนัง เมื่อสัมผัสกับสารหรือไอสาร และก่อให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรงเช่น กรดแก่ เบสแก่ สารที่ดูดน้ำ กรดซัลฟูริก หรือโซดาไฟ

ข้อควรปฏิบัติ ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันขณะใช้งาน เช่น ถุงมือ หรือหน้ากากกันสารเคมี รีบล้างบริเวณที่สัมผัสสารด้วยน้ำสะอาดและปรึกษาแพทย์ทันที ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Toxic
  1. สารมีพิษ (Toxic)

สารมีพิษ (Toxic) สารเคมีที่พิษหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น สะสมในร่างกาย ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงเฉียบพลัน ก่อให้เกิดมะเร็ง หรืออันตรายต่อทารกในครรภ์ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ทั้งทางระบบหายใจ ปาก และผิวหนัง เช่น ยาฆ่าแมลง

ข้อควรปฏิบัติ ควรเก็บสารพิษให้ห่างจากพื้นที่จัดเก็บอาหารและน้ำดื่มซึ่งเสี่ยงต่อการรับประทาน สูดดม หรือสัมผัส และควรใช้งานในพื้นที่ที่มีระบบระบายอากาศดี เพื่อป้องกันการสะสมของสารพิษในอากาศ

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Irritant
  1. สารระคายเคือง (Irritant)

สารระคายเคือง (Irritant) สารเคมีที่ทำให้เกิดการบวมแดง ระคายเคือง หรือมีอาการแพ้บริเวณดวงตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจเมื่อสัมผัสกับหรือสูดดมสาร ซ้ำๆ กันเป็นเวลานาน เช่น ผงซักฟอก สารทำความสะอาด

ข้อควรปฏิบัติ สวมถุงมือและแว่นตาป้องกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับและสูดดมสารเคมีโดยตรงเพื่อลดการระคายเคือง

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Harmful

  1. สารอันตราย (Harmful)

สารอันตราย (Harmful) สารเคมีที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพหากได้รับแบบเฉียบพลัน ระยะยาว หรืออาจเป็นสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ เช่น ตัวทำละลายบางชนิด จึงใช้งานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ข้อควรปฏิบัติ อ่านฉลากและปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้งานอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับร่างกายทุกรูปแบบ และเก็บในพื้นที่ที่ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถเข้าถึงได้

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Radioactive
  1. สารกัมมันตภาพรังสี (Radioactive)

สารกัมมันตภาพรังสี (Radioactive) สารเคมีที่ปล่อยรังสีอันตรายในปริมาณที่มากกว่า 0.002 ไมโครคูรีต่อกรัม และอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ในร่างกาย เช่น ยูเรเนียมหรือซีเซียม

ข้อควรปฏิบัติ จัดเก็บในตู้ที่มีมาตรการความปลอดภัยขั้นสูง มีระบบป้องกันรังสี และอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมใช้งานหรือเข้าถึงเท่านั้น

สัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท Dangerous for the environment

  1. สารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม (Dangerous for the environment)

สารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม (Dangerous for the environment) สารที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศ  สามารถทำลายสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ เช่น สารเคมีปนเปื้อนในน้ำและดิน หรือสารพิษที่สะสมในห่วงโซ่อาหาร

ข้อควรปฏิบัติ ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันการรั่วไหล ตรวจสอบระบบบำบัดของเสียให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

สรุป

การทำความเข้าใจและจดจำสัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท และสัญลักษณ์ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยในงานก่อสร้างทุก ๆ ขั้นตอน และยังลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากสารเคมีอันตรายที่ใช้งานในไซต์งานก่อสร้างที่คุณต้องระมัดระวังอยู่เสมอครับ

และถ้าหากว่าคุณไม่อยากพลาดข่าวสาร และสาระดี ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการก่อสร้าง  รถเครน และปั้นจั่น EK CRANE เราอัปเดตสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ที่คุณควรรู้ พร้อมบริการให้เช่ารถเครน หลากหลายประเภท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เราให้ทีมเซลล์ติดต่อกลับหาคุณได้
ใส่เบอร์โทรด้านล่างได้เลย